Community of Practice
ลักษณะการสื่อสารภายในองค์กร1. ประเภทของข่าวสารในองค์กร1.1 ข่าวสารเกี่ยวกับงาน เกี่ยวกับสินค้า /บริการ กิจกรรมขององค์กร เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับการอบรม การเพิ่มยอดขาย1.2 ข่าวสารเกี่ยวกับกฎระเบียบ มีความสำคัญในการอยู่รอดขององค์กร เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย ขั้นตอนการทำงาน1.3 ข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ ข่าวสารที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในองค์กร เช่น การชมเชย การยกย่อง ข่าวลือ1.4 ข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ ข่าวสารที่ช่วยให้องค์กรได้พัฒนา หรือปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับโครงการต่างๆ การระดมความคิดเห็น2. การสื่อสารอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ2.1 การสื่อสารอย่างเป็นทางการ คือ การสื่อสารที่ต้องผ่านช่องทางตามลำดับขั้นตอนอย่างเคร่งครัดตามสายการบังคับบัญชา เช่น การพูดคุยสนทนาในการประชุมในองค์กร2.2 การสื่อสารอย่างไม่ทางการ เกิดขึ้นได้ทุกแห่งเมื่อมีการสนทนาเกิดขึ้น ทำให้พนักงานมีความรู้สึกมีส่วนร่วม ได้ลดความเครียด ความกดดัน ทำให้พนักงานรู้สึกภูมิใจในตัวเองจากการได้พูดคุยกับผู้บริหาร ทำให้การสื่อสารประเภททางการง่ายขึ้น ทำให้เกิดเครือข่ายของการสื่อสารระหว่างบุคคล กับการสื่อสารกลุ่มได้ ทำให้เกิดการสังสรรค์ ทำให้ผู้บริหารมีข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับการตัดสินใจ เช่น การพูดคุยกับบุคคลอื่นๆ มีได้มีการพูดคุยกัน หรือแลกเปลี่ยนความรู้กัน ในหน่วยงานหรือองค์กร
อยากให้ยกตัวอย่างเพิ่มเติมหน่อยค่ะ เพื่อให้มีความเข้าในมากขึ้น
ลักษณะการสื่อสารภายในองค์กร1. ประเภทของข่าวสารในองค์กร1.1 ข่าวสารเกี่ยวกับงาน เกี่ยวกับสินค้า /บริการ กิจกรรมขององค์กร เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับการอบรม การเพิ่มยอดขาย เอกสารในการประชุมต่างๆ1.2 ข่าวสารเกี่ยวกับกฎระเบียบ มีความสำคัญในการอยู่รอดขององค์กร เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย ขั้นตอนการทำงาน กฎระเบียบหรือข้อปฏิบัติของพนักงาน1.3 ข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ ข่าวสารที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในองค์กร เช่น การชมเชย การยกย่อง ข่าวลือในการเสริมสร้างความรู้ในองค์กร1.4 ข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ ข่าวสารที่ช่วยให้องค์กรได้พัฒนา หรือปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับโครงการต่างๆ การระดมความคิดเห็น2. การสื่อสารอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ2.1 การสื่อสารอย่างเป็นทางการ คือ การสื่อสารที่ต้องผ่านช่องทางตามลำดับขั้นตอนอย่างเคร่งครัดตามสายการบังคับบัญชา เช่น การพูดคุยสนทนาในการประชุมในองค์กร ที่จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนสื่อสารกัน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการให้องค์กรมีประสิทธิภาพและความร่วมมือกันภายในองค์กร2.2 การสื่อสารอย่างไม่ทางการ เกิดขึ้นได้ทุกแห่งเมื่อมีการสนทนาเกิดขึ้น ทำให้พนักงานมีความรู้สึกมีส่วนร่วม ได้ลดความเครียด ความกดดัน ทำให้พนักงานรู้สึกภูมิใจในตัวเองจากการได้พูดคุยกับผู้บริหาร ทำให้การสื่อสารประเภททางการง่ายขึ้น ทำให้เกิดเครือข่ายของการสื่อสารระหว่างบุคคล กับการสื่อสารกลุ่มได้ ทำให้เกิดการสังสรรค์ ทำให้ผู้บริหารมีข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับการตัดสินใจ เช่น การพูดคุยกับบุคคลอื่นๆ ที่ได้มีการพูดคุยกัน หรือแลกเปลี่ยนความรู้กัน ในหน่วยงานหรือองค์กร ตั้งแต่ระดับพนักงานไปจนถึงระดับผู้บริหาร มีการพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง เพื่อสร้างความสัมพันธ์กันระหว่างลูกน้องและเจ้านาย เพื่อลดความตึงเครียด ความกดดันที่พนักงานรู้สึกเกรงขามเจ้านาย
การสื่อสารหมายถึง การถ่ายทอดข่าวสาร ความคิด อารมณ์ ทักษะ ฯลฯ ด้วยการใช้สัญญาลักษณ์ เช่นคำพูด รูปภาพ ตัวเลข กราฟ ฯลฯ การกระทำหรือกระบวนการในการถ่ายทอดปัญหาที่เกิดจากตัวบุคคลผู้ส่งสารและผู้รับสาร การเรียบเรียงภาษาพูดเป็นภาษาเขียนการแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพของการติดต่อสื่อสารใช้วิธีเขียนในสิ่งที่พูดไปแล้ว คือการนำคำพูดจากการสนทนาหรือประชุมกันมาเรียบเรียงลงในกระดาษหรือเครื่องมือต่างๆในการจดบันทึกเพื่อให้เกืดความเข้าใจมากขึ้น
การสื่อสารข้อมูลมีองค์ประกอบ 5 อย่าง ได้แก่ 1.ผู้ส่ง (Sender) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข่าวสาร (Message) เป็นต้นทางของการสื่อสารข้อมูลมีหน้าที่เตรียมสร้างข้อมูล เช่น ผู้พูด โทรทัศน์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น 2. ผู้รับ (Receiver) เป็นปลายทางการสื่อสาร มีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาให้ เช่น ผู้ฟัง เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น3. สื่อกลาง (Medium) หรือตัวกลาง เป็นเส้นทางการสื่อสารเพื่อนำข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง4. โปรโตคอล (Protocol) คือ วิธีการหรือกฎระเบียบที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งสามารถเข้าใจกันหรือคุยกันรู้เรื่อง โดยทั้งสองฝั่งทั้งผู้รับและผู้ส่งได้ตกลงกันไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว 5. ข้อมูลข่าวสาร (Message) คือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร ซึ่งอาจถูกเรียกว่า สารสนเทศ (Information) โดยแบ่งเป็น 5รูปแบบ ดังนี้ 5.1 ข้อความ (Text) ใช้แทนตัวอักขระต่าง ๆ ซึ่งจะแทนด้วยรหัสต่าง ๆ เช่น รหัสแอสกี เป็นต้น 5.2 ตัวเลข (Number) ใช้แทนตัวเลขต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขไม่ได้ถูกแทนด้วยรหัสแอสกีแต่จะถูกแปลงเป็นเลขฐานสองโดยตรง 5.3 รูปภาพ (Images) ข้อมูลของรูปภาพจะแทนด้วยจุดสีเรียงกันไปตามขนาดของรูปภาพ5.4 เสียง (Audio) ข้อมูลเสียงจะแตกต่างจากข้อความ ตัวเลข และรูปภาพเพราะข้อมูลเสียงจะเป็นสัญญาณต่อเนื่องกันไป 5.5 วิดีโอ (Video) ใช้แสดงภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการรวมกันของรูปภาพหลาย ๆ รูปปัญหาที่เกิดจากตัวบุคคลผู้ส่งสารและผู้รับสาร- การเรียบเรียงภาษาพูดเป็นภาษาเขียน เช่น การใข้ภาษาที่ต่างกันเนื่องมาจากต่างสถานที่ต่างจังหวัดจึงทำให้มีการใช้ภาษาอาจมีความเข้าใจยากซึ่งผู้รับสารอาจไม่เข้าใจและเกิดการตีความหมายผิดได้การแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพของการติดต่อสื่อสาร-ใช้วิธีเขียนในสิ่งที่พูดไปแล้ว คือการนำคำพูดจากการสนทนาหรือประชุมกันมาเรียบเรียงลงในกระดาษหรือเครื่องมือต่างๆในการจดบันทึกเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น
การบิดเบือนการสื่อสาร การบิดเบือนที่เกิดขึ้นในการสื่อสารนั้นอาจเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ ตั้งใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้บิดเบือนรู้หรือไม่ว่าความหมายที่สื่อสารไปนั้นถูกดัดแปลงแก้ไข การบิดเบือนเกิดขึ้นในการสื่อสารแก้ไข้ปัญหา การบิดเบือนการสื่อสาร ใช้ภาษาที่ง่าย สุภาพสร้างบรรยากาศของความไว้วางใจสือสารที่ถูกต้องเลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสม หลากหลาย สือสารไม่ให้การบิดเบือนารสือสารไปอื่นกระตุ้นให้เกิดการฟังอย่างมีประสิทธิผล สร้างค่านิยมในการให้ข้อมูลย้อนกลับแก้ไข้ปัญหาใช้ภาษาที่ง่าย สุภาพสร้างบรรยากาศของความไว้วางใจเลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสม หลากหลายกระตุ้นให้เกิดการฟังอย่างมีประสิทธิผลสร้างค่านิยมในการให้ข้อมูลย้อนกลับตัวอย่าง การสื่อสารขององค์กร สร้างค่านิยมในการให้ข้อมูลย้อนกลับเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากสำหรับผู้ส่งข่าวสารในการประเมินประสิทธิผลของการสื่อสารการสือสารกับเจ้านาย คำพูด ถ้อยคำที่สุภาพ คำพูดหรือประโยชน์ที่เราพุดออกไป ผลสะท้อนกลับในทางที่ดี ผลสะท้อนกลับในทางที่ไม่ดีดังนั้นอาจสรุปได้ว่า องค์ประกอบที่จะทำให้การสื่อสารระหว่างบุคคลมีประสิทธิผล มีดังนี้- ควรกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการส่งข้อมูลข่าวสารให้ชัดเจน- ควรทำการเข้ารหัสข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง- ควรเลือกรูปแบบของสารที่เหมาะสมกับสถานการณ์และทำให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด- ควรเลือกใช้วิถีทาง หรือช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม- ควรรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่ผู้ส่งทำการส่งผ่านมาตามช่องทางการสื่อสารต่างๆให้สมบูรณ์- ควรทำความเข้าใจความหมายของข้อมูลข่าวสารที่ได้รับให้ชัดเจน
เรียบเรียงข้อความใหม่นะคะ พออ่านแล้วมันวกไปวนมา ซึ่งจะมีประโยคที่เขียนซ้ำกันอยู่ และให้ยกตัวอย่างประกอบด้วยค่ะ
การบิดเบือนการสื่อสาร การบิดเบือนที่เกิดขึ้นในการสื่อสารนั้นอาจเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ ตั้งใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้บิดเบือนรู้หรือไม่ว่าความหมายที่สื่อสารไปนั้นถูกดัดแปลงแก้ไข การบิดเบือนเกิดขึ้นในการสื่อสารแก้ไข้ปัญหา การบิดเบือนการสื่อสาร ใช้ภาษาที่ง่าย สุภาพสร้างบรรยากาศของความไว้วางใจสือสารที่ถูกต้องเลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสม หลากหลาย สือสารไม่ให้การบิดเบือนารสือสารไปอื่นกระตุ้นให้เกิดการฟังอย่างมีประสิทธิผล สร้างค่านิยมในการให้ข้อมูลย้อนกลับแก้ไข้ปัญหาใช้ภาษาที่ง่าย สุภาพสร้างบรรยากาศของความไว้วางใจเลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสม หลากหลายกระตุ้นให้เกิดการฟังอย่างมีประสิทธิผลสร้างค่านิยมในการให้ข้อมูลย้อนกลับตัวอย่าง การสื่อสารเจ้านาย การสือสารกับเจ้านาย คำพูด ถ้อยคำที่สุภาพ คำพูด หรือประโยชน์ที่เราพุดออกไป ผลสะท้อนกลับในทางที่ดี หรือ ผลสะท้อนกลับในทางที่ไม่ดีควรทำความเข้าใจความหมายของข้อมูลข่าวสารที่ได้รับให้ชัดเจนก่อน เราควรเลือกรูปแบบของสารที่เหมาะสมกับสถานการณ์และทำให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดและไม่ควรเพิ่มเติม ทำให้การสือสาร บิดเบือนการสื่อสารไป
การสื่อสารในองค์กรที่เกิดขึ้นเพื่อการประสานงานและสร้างความเข้าใจต่อกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้งานส าเร็จตามเป้าหมาย ฉะนั้น พอจะสรุปจุดมุ่งหมายได้ดังนี้- เพื่อการควบคุมการปฏิบัติงานได้ดีขึ้น- เพื่อการให้ข้อมูลที่เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ- เพื่อการจูงใจและกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือ ร่วมใจกันท างานในองค์กร- เพื่อการแสดงออกซึ่งความรู้สึกต่าง ๆ เพื่อให้หัวหน้าหรือพนักงานด้วยกันมีความเข้าใจกันเทคนิคการสื่อสารในองค์กรเทคนิคในการสื่อสาร จะมีลักษณะส าคัญ 3 ประการ คือ- เทคนิคการสื่อสารจากระดับบนสู่ล่าง ได้แก่ การสื่อสารจากผู้บังคับบัญชาลงสู่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา- เทคนิคการสื่อสารจากระดับล่างสู่บน ได้แก่ การศึกษาจากผู้ใต้บังคับบัญชา ติดต่อขึ้นตามค าสั่ง ตามล าดับขั้น จนถึงผู้บังคับบัญชา- เทคนิคการสื่อสารระดับเดียวกัน เช่น ระหว่างเพื่อนร่วมงาน บุคคลในระดับเดียวกันรูปแบบของเครือข่ายการติดต่อสื่อสารในการจัดเครือข่ายการสื่อสาร เพื่อให้มีการติดต่อสื่อสารกัน สามารถแบ่งออกได้ดังนี้- แบบลูกโซ่ (chain) เป็นเครือข่ายที่พบความผิดพลาดอยู่เสมอ- แบบวงล้อหรือดาว (wheel or star) เป็นเครือข่ายของการประสานงานแบบเผด็จการ- แบบวงกลม (circle) เป็นการติดต่อข่าวสารกันแบบต่อเนื่องกัน ซึ่งให้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาได้ต่ า- แบบว่าว (kite) เป็นการติดต่อที่ผสมผสานกันทั้งแบบลูกโซ่และแบบวงล้อ- แบบทุกช่องทาง (all channel) เป็นเครือข่ายการติดต่อสื่อสารที่มีการประสารกันได้ทุกจุด ท าให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ให้ตรวจคำผิดด้วยนะคะ เพราะว่ายังมีบางคำที่ยังเขียนผิดอยู่ เช่นคำว่า ทางาน และให้ยกตัวอย่างประกอบด้วยค่ะ
การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ปัจจัยสู่ความสำเร็จของชุมชนนักปฏิบัติเริ่มโดยการใช้หลักการCOP (Community of Practice)1.ผู้บริหารผู้นำองค์กรนับว่ามีส่วนสำคัญ ที่จะทำให้ชุมชนนักปฏิบัติประสบความสำเร็จได้ โดยสามารถสนับสนุนได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้- มุ่งเน้นที่ความรู้ซึ่งสำคัญต่อทั้งกิจการขององค์กร และสมาชิกในองค์กร- สนับสนุนการจัดตั้งชุมชนนักปฏิบัติ สำหรับประเด็นที่เป็นหัวใจขององค์กร ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้ได้พูดคุย ในสิ่งที่สมาชิกต้องการ- หาผู้ประสานงาน ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสมาชิก- ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้สมาชิกได้เข้าร่วมกิจกรรม อาจจะมีการจัดสรรเวลาให้อย่างเปิดเผย ด้วยการบรรจุลงในแผนงาน ซึ่งระบุถึงผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น- พยายามควบคุมชุมชนนักปฏิบัติให้สอดคล้องกับเป้าหมาย วัฒนธรรม และค่านิยมหลักขององค์กร2.สมาชิกสมาชิกจะเป็นส่วนขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้3.เทคโนโลยีเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับองค์กร โดยอาจจะเริ่มจากเทคโนโลยีที่ง่าย ๆ ก่อนเช่น Social network เพราะสามารถนำไปคุยปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารให้ถูกต้อง 4.วิธีการ-เริ่มด้วยประชุมวางแผนแนวทางในการศึกษาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร-ให้สมาชิกเริ่มทำตามแนวทางที่วางไว้ และสมาชิกควรจะมีการแบ่งปันความรู้เพื่อให้เกิดการกระจายความรู้-ส่งเสริมการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร อาจะเป็นการจัดกิจกรรม หรือมีการวัดผลในองกร-ทำให้การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ให้เป็นวัฒนธรรมภายในองกร
เนื้อหาที่เขียนมากับหัวข้อมันเป็นคนละเรื่องกัน ตรวจสอบด้วยค่ะ
ภาษา คือ สัญลักษณ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการสื่อความเข้าใจระหว่างกันของคนในสังคม ช่วยสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ช่วยสร้างความสัมพันธ์ของคน ในสังคม ถ้าคนในสังคมพูดกันด้วย ถ้อยคำที่ดีจะช่วยให้คนในสังคมอยู่กันอย่างปกติสุข ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมี 2 ประเภท คือ วัจนภาษาและอวัจนภาษา1. วัจนภาษา (verbal language) วัจนภาษา หมายถึง ภาษาถ้อยคำ ได้แก่ คำพูดหรือตัวอักษรที่กำหนดใช้ร่วมกันในสังคม ซึ่งหมายรวมทั้งเสียง และลายลักษณ์อักษร ภาษาถ้อยคำเป็นภาษาที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างมีระบบ มีหลักเกณฑ์ทางภาษา หรือไวยากรณ์ซึ่งคนในสังคมต้องเรียนรู้และใช้ภาษาในการฟัง พูด อ่าน เขียนและคิด การใช้วัจนภาษาในการสื่อสารต้องคำนึงถึงความชัดเจนถูกต้องตามหลักภาษา และความเหมาะสมกับลักษณะ การสื่อสาร ลักษณะงาน เป้าหมาย สื่อและผู้รับสาร วัจนภาษาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ1.1. ภาษาพูด ภาษาพูดเป็นภาษาที่มนุษย์เปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคำเพื่อสื่อสารกับผู้อื่น นักภาษาศาสตร์ถือว่าภาษาพูดเป็นภาษาที่แท้จริงของมนุษย์ ส่วนภาษาเขียนเป็นเพียงวิวัฒนาการขั้นหนึ่งของภาษาเท่านั้น มนุษย์ได้ใช้ภาษาพูดติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นอยู่เสมอ ทั้งในเรื่องส่วนตัว สังคม และหน้าที่การงาน ภาษาพูดจึงสามารถสร้างความรัก ความเข้าใจ และช่วยแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ได้มากมาย1.2. ภาษาเขียน ภาษาเขียนเป็นภาษาที่มนุษย์ใช้อักษรเป็นเครื่องหมายแทนเสียงพูดในการสื่อสาร ภาษาเขียนเป็นสัญลักษณ์ของการพูด ภาษาเขียนนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้บันทึกภาษาพูด เป็นตัวแทนของภาษาพูดในโอกาสต่าง ๆ แม้นักภาษาศาสตร์จะถือว่าภาษาเขียนมิใช่ภาษาที่แท้จริงของมนุษย์ แต่ภาษาเขียนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารของมนุษย์ มาเป็นเวลาช้านาน มนุษย์ใช้ภาษาเขียนสื่อสารทั้งในส่วนตัว สังคม และหน้าที่การงาน ภาษาเขียนสร้างความรัก ความเข้าใจ และช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ได้มากมายหากมนุษย์รู้จักเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบุคคล โอกาส และสถานการณ์การใช้วัจนภาษาในการสื่อสาร 2. ความชัดเจนและถูกต้องกล่าวคือ ต้องเป็นภาษาที่เข้าใจตรงกัน ทั้งผู้รับสาร และ ผู้ส่งสาร และถูกต้องตามกฎเกณฑ์และเหมาะสมกับวัฒนธรรมในการใช้ภาษาไทย ดังนี้2.1 ลักษณะของคำ หน้าที่ของคำ ตำแหน่งของคำ และความหมายของคำ ซึ่งความหมายของคำมีทั้งความหมายตรง และความหมายแฝง 2.2 การเขียนและการออกเสียงคำ ในการเขียนผู้ส่งสารต้องระมัดระวังเรื่องสะกดการันต์ ในการพูดต้องระมัดระวังเรื่องการออกเสียง ต้องเขียนและออกเสียงถูกต้อง 2.3 การเรียบเรียงประโยค ผู้ส่งสารจำเป็นต้องศึกษาโครงสร้างของประโยคเพื่อ วางตำแหน่งของคำในประโยคให้ถูกต้อง ถูกที่ ไม่สับสน 2. ความเหมาะสมกับบริบทของภาษา เพื่อให้การสื่อสารบรรลุเป้าหมาย ผู้ส่งสารต้องคำนึงถึง 2.1 ใช้ภาษาให้เหมาะกับลักษณะการสื่อสาร เหมาะกับเวลาและสถานที่ โอกาส และบุคคล ผู้ส่งสารต้องพิจารณาว่าสื่อสารกับบุคคล กลุ่มบุคคล มวลชน เพราะขนาดของกลุ่มมีผลต่อการเลือกใช้ภาษา 2.2 ใช้ภาษาให้เหมาะกับลักษณะงาน เช่น งานประชาสัมพันธ์ งานโฆษณา งานประชุม ฯลฯ 2.3 ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับสื่อ ผู้ส่งสารจะต้องรู้จักความต่างของสื่อและความต่าง ของภาษาที่ใช้กับแต่ละสื่อ ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้รับสารเป้าหมาย ผู้รับสารเป้าหมายได้แก่ กลุ่มผู้รับสารเฉพาะที่ผู้ส่งสารคาดหวังไว้ ผู้ส่งสารต้องวิเคราะห์ผู้รับสาร ที่เป็นเป้าหมายของการสื่อสาร และเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้รับสารนั้น ๆ
อวัจนภาษา หมายถึง เป็นการสื่อสารโดยไม่ใช้ถ้อยคำ ทั้งที่เป็นภาษาพูดและภาษาเขียน เป็นภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารกัน โดยใช้อากัปกิริยา ท่าทาง น้ำเสียง สายตาหรือ ใช้วัตถุ การใช้สัญญาณ และ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ หรือแสดงออกทางด้านอื่นที่สามารถรับรู้กันได้ สามารถแปลความหมายได้และทำความเข้าใจต่อกันได้การแสดงออกด้วยอวัจนภาษา อวัจนภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่มีแหล่งแสดงออกด้วยอากัปกิริยา หรือที่เกิดการแสดงออก ในหลายแหล่งด้วยกัน ได้แก่สัญลักษณ์ที่แสดงออกด้วยอากัปกิริยา มีดังนี้ 1.1 เกิดขึ้นตามธรรมดาวิสัย เช่น การยิ้ม การโบกมือ การส่ายหน้า การปัดเมื่อแมลง ไต่ตอม เป็นต้น 1.2 เกิดจากอารมณ์แรงเป็นเครื่องเร้า เช่น เวลาที่มีอารมณ์โกรธเลือดจะสูบฉีด จนหน้าแดง มือเกร็ง กำหมัด เป็นต้น 2. สัญลักษณ์แสดงออกที่ร่างกาย เป็นการใช้วัตถุประกอบกับร่างกายแล้วบ่งบอกความหมาย ได้โดยไม่ได้ แสดงกิริยาอาการ เช่น การแต่งกาย เครื่องประดับ ทรงผม เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความหมายทั้งสิ้น 3. สัญลักษณ์แสดงออกด้วยวัตถุที่แวดล้อม เป็นสิ่งที่บุคคลให้ความหมายหรือตกลงให้ สิ่งนั้นมีความหมายหนึ่ง ๆ เช่น ลักษณะและขนาดของบ้านเรือน สามารถบอกรสนิยม ฐานะ หรือเชื้อชาติของเจ้าของบ้านได้ สัญลักษณ์บางอย่างต้องการให้รู้ทั่วกัน เช่น ลูกศรบอกทาง สี แสง เสียง เป็นต้น 4. สัญลักษณ์แสดงออกด้วยพฤติกรรมแวดล้อม ได้แก่ สิ่งแวดล้อมที่เป็นวัตถุ หรือคนที่แวดล้อมที่แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับเรา ทำให้เราต้องแสดงพฤติกรรม ตอบสนอง เช่น การปฏิบัติตามประเพณีต่าง ๆ การชื่นชมศิลปกรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่สื่ออารมณ์และวัฒนธรรมได้อวัจนภาษาที่ใช้สื่อสารโดยทั่วไปได้แก่1. สายตา (เนตรภาษา) การแสดงออกทางสายตา 2. กิริยาท่าทาง (อาการภาษา) การแสดงกิริยาท่าทางของบุคคล 3. น้ำเสียง (ปริภาษา) เป็นอวัจนภาษาที่แฝงอยู่ในภาษาพูด 4. สิ่งของหรือวัตถุ (วัตถุภาษา) สิ่งของหรือวัตถุต่าง ๆ ที่บุคคลเลือกใช้ 5. เนื้อที่หรือช่องว่าง (เทศภาษา) ช่องว่างของสถานที่หรือระยะใกล้ไกลที่บุคคลสื่อสารกัน 6. กาลเวลา (กาลภาษา) หมายถึง การสื่อความหมายโดยให้เวลามีบทบาทสำคัญ 7. การสัมผัส (สัมผัสภาษา) หมายถึง อวัจนภาษาที่แสดงออกโดยการสัมผ้สเพื่อสื่อความรู้สึก การใช้อวัจนภาษาและวัจนภาษาในการสื่อสารจึงมีความสัมพันธ์กันหลายประการ สรุปได้ดังนี้ี้ 1. ใช้ซ้ำกัน การใช้อวัจนภาษาที่มีความหมายเช่นเดียวกันกับวัจนภาษาช่วยให้สื่อความหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น เพื่อนชวนเราไปดูภาพยนตร์ เราตอบปฏิเสธว่าไม่ไปพร้อมกับส่ายหน้าไปด้วย อาการส่ายหน้าเป็นอวัจนภาษาที่ซ้ำกับคำพูดที่ปฏิเสธออกไปนั่นเอง หากเราพูดเบาเพื่อนไม่ได้ยินเสียงแต่เห็นการส่ายหน้าก็สามารถเข้าใจได้ 2. ใช้แทนกัน การใช้อวัจนภาษาทำหน้าที่แทนคำพูดเช่น เพื่อนถามว่า เธอไปเป็นเพื่อนฉันได้หรือไม่ ผู้ตอบพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร ก็สื่อความหมายได้ว่าเป็นการตอบตกลง 3. ใช้เสริมกัน การใช้อวัจนภาษาเพิ่มหรือเสริมน้ำหนักให้แก่คำพูดเพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึก หรือแสดงภาพจากตัวอักษรให้จริงจังมากขึ้น เช่น เมื่อเราไปขอความเห็นใจจากใคร สักคน ถ้าลำพังถ้อยคำที่ พูดอย่างเดียวอาจจะแสดงอารมณ์ไม่เต็มที่ แต่ถ้าเราใช้น้ำเสียงและการแสดงออกบน ใบหน้าและดวงตาประกอบ ก็จะทำให้ผู้รับสารมีปฏิกิริยาตอบสนองในทางอารมณ์เข้าใจและเห็นใจเรามากขึ้น 4. ใช้เน้นกัน การใช้อวัจนภาษาเน้นบางจุดที่ผู้พูดต้องการจะเน้นประกอบกับวัจนภาษา ซึ่งการเน้นนั้นมีน้ำหนักแตกต่างกัน มีเน้นมาก เน้นพอสมควรหรือเน้นเล็กน้อย เครื่องมือที่ช่วยในการเน้นที่สำคัญ ๆ เช่น การบังคับเสียงให้ดังขึ้นกว่าปกติ การเคลื่อนไหวมือและแขน การเคลื่อนไหวของศีรษะ เป็นต้น 5. ใช้ขัดแย้งกัน การใช้อวัจนภาษาที่สื่อความหมายตรงกันข้ามกับสารในคำพูด เช่น เราได้รับรางวัลมารยาทดีเด่น เพื่อนมากล่าวคำยินดีด้วยแต่สีหน้ามิได้ยิ้มแย้มและแววตาของเขากลับดูเฉยเมยมิได้แสดงออกถึงความยินดีนั้นเลย เช่นนี้แสดงว่าการใช้วัจนภาษาขัดแย้งกับอวัจนภาษาจักรรินทร์ ภู่ระย้า 2531051641151
ปัญหาการใช้ภาษาทับศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียนในปัจจุบันคนไทยเรามีการใช้ภาษาทับศัพท์กันผิดๆ อย่างเช่น การพูดติดภาษาต่างชาติเพื่อยกระดับตนเองให้ดูไฮโซดูเป็นผู้ดี โดยที่ตนเองอาจจะไม่รู้ความหมายของมัน หรืออาจพูดโดยที่สื่อสารให้ผู้อื่นทราบหรือเข้าใจศัพท์ที่เราใช้ในการพูดหรือการเขียนไม่ถูกต้อง และผิดเพี้ยนไปจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น - วันนี้เธอมาทำงานrate นะคะ แทนที่จะพูดว่าวันนี้เธอมาทำงานสายนะหรือมาช้านะ - นายทำงานWorkมากเลย แทนที่จะพูดว่านายทำงานได้ดีหรือเยี่ยมมาก - คุณดีดกีต้าร์ผิดขอร์ดหรือเปล่า การเขียนคอร์ดที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การพูด การอ่าน การฟัง ผู้พูด อ่าน ฟัง เขียนจะจ้องสื่อสารและมีความเข้าใจในการรับสารและส่งสาร นั้นเพื่อให้เข้าใจตรงกันวิธีแก้ปัญหา - เราต้องศึกษาทั้งศัพท์ภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่ต้องการสื่อสาร - ฝึกพูด ฝึกเรียบเรียง บ่อยเพื่อให้เกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อไม่ให้สื่อสารกันผิดและมีความเข้าใจไม่ตรงกันนางสาวณัฏฐรีย์ เตชาจินดานนท์
ตรวจสอบคำผิดด้วยค่ะ เช่นคำว่า จ้อง ค่ะ
เขียนจะต้องสื่อสารและมีความเข้าใจในการรับสารและส่งสาร นั้นเพื่อให้เข้าใจตรงกันวิธีแก้ปัญหา- เราต้องศึกษาทั้งศัพท์ภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่ต้องการสื่อสาร- ฝึกพูด ฝึกเรียบเรียง บ่อยเพื่อให้เกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อไม่ให้สื่อสารกันผิดและมีความเข้าใจไม่ตรงกัน
ปัญหาการใช้ภาษาทับศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียนในปัจจุบันคนไทยเรามีการใช้ภาษาทับศัพท์กันผิดๆ อย่างเช่น การพูดติดภาษาต่างชาติเพื่อยกระดับตนเองให้ดูไฮโซดูเป็นผู้ดี โดยที่ตนเองอาจจะไม่รู้ความหมายของมัน หรืออาจพูดโดยที่สื่อสารให้ผู้อื่นทราบหรือเข้าใจศัพท์ที่เราใช้ในการพูดหรือการเขียนไม่ถูกต้อง และผิดเพี้ยนไปจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น- วันนี้เธอมาทำงานrate นะคะ แทนที่จะพูดว่าวันนี้เธอมาทำงานสายนะหรือมาช้านะ- นายทำงานWorkมากเลย แทนที่จะพูดว่านายทำงานได้ดีหรือเยี่ยมมาก- คุณดีดกีต้าร์ผิดขอร์ดหรือเปล่า การเขียนคอร์ดที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นการเขียน การพูด การอ่าน การฟัง ผู้พูด อ่าน ฟังเขียนจะต้องสื่อสารและมีความเข้าใจในการรับสารและส่งสาร นั้นเพื่อให้เข้าใจตรงกันวิธีแก้ปัญหา- เราต้องศึกษาทั้งศัพท์ภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่ต้องการสื่อสาร- ฝึกพูด ฝึกเรียบเรียง บ่อยเพื่อให้เกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อไม่ให้สื่อสารกันผิดและมีความเข้าใจไม่ตรงกัน
การใช้ภาษาในการสื่อสารปัญหาการใช้ภาษาในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นทำให้การพูกคุยหรือการเขียนผิดไปทำให้บางครั้งการพูดคุยกันอาจเข้าใจยาก เมื่อเราใช้เทคโนโลยีมากๆทำให้การพูดของเรานำภาษาที่เราใช้กัน เช่น เฟสบุ๊ก หรือในแชทต่างๆที่ใช้เทคโนโลยีมาใช้ ทำให้เราติดภาษาเฟส หรือด้วยวิธีแชทในด้านต่าง ตัวอย่าง การทำข้อสอบเมื่อเรารีบทำข้อสอบเราก็อาจจะนำภาษาที่แชทหรือภาษาที่ไม่เป็นทางการมาใช้ในการทำข้อสอบซึ่งบางครั้งทำให้ภาษาผิดไปแนวทางในการแก้ไข1.เมื่อเรารู้ปัญหาเราต้องเข้าใจปัญหา2.เราต้องระมัดระวังในการใช้ภาษาให้มากกว่าเดิม3.ฝึกเขียน พูด ด้วยภาษาที่ถูกต้อง...นางสาวสรัญญา เบ่านุวงค์ 2531051641110...
การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร1. ความชัดเจนและถูกต้อง1.1 ลักษณะของคำ หน้าที่ของคำ ตำแหน่งของคำ และความหมายของคำ ซึ่งความหมายของคำมีทั้งความหมายตรง และความหมายแฝง 1.2 การเขียนและการออกเสียงคำ ในการเขียนผู้ส่งสารต้องระมัดระวังเรื่องสะกดการันต์ ในการพูดต้องระมัดระวังเรื่องการออกเสียง ต้องเขียนและออกเสียงถูกต้อง 1.3 การเรียบเรียงประโยค ผู้ส่งสารจำเป็นต้องศึกษาโครงสร้างของประโยคเพื่อ วางตำแหน่งของคำในประโยคให้ถูกต้อง ถูกที่ ไม่สับสน 2. ความเหมาะสมกับบริบทของภาษา เพื่อให้การสื่อสารบรรลุเป้าหมาย ผู้ส่งสารต้องคำนึงถึง 2.1 ใช้ภาษาให้เหมาะกับลักษณะการสื่อสาร เหมาะกับเวลาและสถานที่ โอกาส และบุคคล ผู้ส่งสารต้องพิจารณาว่าสื่อสารกับบุคคล กลุ่มบุคคล มวลชน เพราะขนาดของกลุ่มมีผลต่อการเลือกใช้ภาษา 2.2 ใช้ภาษาให้เหมาะกับลักษณะงาน เช่น งานประชาสัมพันธ์ งานโฆษณา งานประชุม ฯลฯ 2.3 ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับสื่อ ผู้ส่งสารจะต้องรู้จักความต่างของสื่อและความต่าง ของภาษาที่ใช้กับแต่ละสื่อ ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้รับสารเป้าหมาย ผู้รับสารเป้าหมายได้แก่ กลุ่มผู้รับสารเฉพาะที่ผู้ส่งสารคาดหวังไว้ ผู้ส่งสารต้องวิเคราะห์ผู้รับสาร ที่เป็นเป้าหมายของการสื่อสาร และเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้รับสารนั้น ๆ
ภาษาในการสื่อสาร1. ภาษาไม่เป็นทางการ ภาษาที่ใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น แสดงความคิดเห็นในหมู่เพื่อนฝูงหรือคนที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน สื่อความหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันในกลุ่ม จึงมีคำศัพท์ที่เข้าใจกันเฉพาะกลุ่ม และบางคำอาจไม่สุภาพ การผูกประโยคเป็นแบบง่ายๆ1.1 ภาษาปาก ภาษาที่คนส่วนใหญ่ใช้พูดในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาพูดมากกว่าเขียน เช่น ภาษาท้องถิ่น ภาษาแสลง1.2 ภาษาต่ำ ภาษาที่ไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามหลักภาษา จัดเป็นภาษาที่ไม่สุภาพถ้าใช้ไม่เหมาะกับบุคคลและสถานการณ์ ควรใช้กับเพื่อนสนิท คนในครอบครัว2. ภาษากึ่งทางการ เป็นภาษาที่คำนึงถึงความสุภาพและมารยาทในการสื่อสารพอสมควร เช่น บทความในนิตยสาร วารสาร จดหมายส่วนตัว3. ภาษาทางการ ภาษาที่ใช้ในการพูดหรือการเขียนอย่างมีแบบแผน เช่นการแสดงปาฐกถา การเสนอบทความทางวิชาการ โดยคำนึงถึงความสุภาพและมารยาทในการสื่อสารด้วย ภาษาทางการมักใช้ในการเขียนมากกว่าการพูดน.ส.รัชนีวรรณ พันธ์บัว 2531051641107
การสื่อสาร : ขั้นตอนสำคัญของการพัฒนาองค์กร ความหมาย การติดต่อสื่อสารเป็นกระบวนการรับและการถ่ายทอดข้อมูล อันได้แก่ ข้อเท็จจริง ความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ หรือเนื้อหาสาระต่างๆ ที่บุคคลต้องการเกี่ยวข้องกัน จากบุคคลไปสู่บุคคล หรือจากบุคคลไปสู่กลุ่มคน หรือจากกลุ่มไปสู่กลุ่ม เพื่อสร้างความเข้าใจ การชักจูงใจ หรือมุ่งให้ความรู้ หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ประสงค์ ประเภทของการสื่อสาร แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. การสื่อสารในตนเอง เป็นการสื่อสารภายในตัวเอง หมายถึง บุคคลผู้นั้นเป็นทั้งผู้ส่งและผู้รับในขณะเดียวกัน เช่น การเขียนและอ่านหนังสือ เป็นต้น 2. การสื่อสารระหว่างบุคคล เป็นการสื่อสารระหว่างคน 2 คน เช่น การสนทนา หรือการโต้ตอบจดหมายระหว่างกันเป็นต้น 3. การสื่อสารแบบกลุ่มชน เป็นการสื่อสารระหว่างบุคคลกับกลุ่มชนซึ่งประกอบด้วยคนจำนวนมาก เช่น การสอนในห้องเรียนระหว่างครูเพียงคนเดียวกับนักเรียนทั้งห้อง หรือระหว่างกลุ่มชนกับบุคคล เช่น กลุ่มชนมาร่วมกันฟังคำปราศรัยหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นต้น 4. การสื่อสารมวลชน เป็นการสื่อสารโดยการอาศัยสื่อมวลชนประเภทวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เช่น นิตยสาร หนังสือพิมพ์ แผ่นพับ แผ่นโปสเตอร์ ฯลฯ เพื่อการ ติดต่อไปยังผู้รับสารจำนวนมากซึ่งเป็นมวลชนให้ได้รับข้อมูลข่าวสารเดียวกันในเวลาพร้อม ๆ หรือไล่เลี่ยกัน
1. จุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร เพื่อแจ้งให้ทราบ เพื่อสอนหรือให้การศึกษา เพื่อสร้างความพอใจและให้ความบันเทิง เพื่อเสนอหรือชักจูงใจ 2. จุดมุ่งหมายของผู้รับสาร เพื่อทราบ เพื่อศึกษา เพื่อก่อให้เกิดความพอใจ เพื่อกระทำหรือตัดสินใจ จุดมุ่งหมายของการติดต่อสื่อสารในองค์การ มีดังนี้ 1. เพื่อให้หรือรับข่าวสาร ข้อเท็จจริงด้านต่างๆโดยมุ่งให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง 2. เพื่อจูงใจให้เกิดความร่วมมือ สร้างกำลังใจแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกันอันนำไปสู่ความสัมพันธ์อันดี 3. เพื่อกระตุ้นและโน้มน้าวจิตใจให้ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ องค์ประกอบการติดต่อสื่อสาร 1.ผู้ส่งสาร หมายถึง ผู้พูด ผู้เขียน หรือเจ้าของข้อความ หรือความคิด 2.สารหรือข้อมูล หมายถึง ตัวข่าวสาร ข้อมูล หรือเรื่องราวที่ผู้ส่งสารส่งไปยังผู้รับสาร เป็นเรื่องราวต่างๆ ในรูปของข้อมูล ความรู้สึก ความคิดเห็น ฯลฯ โดยทั่วไปเราหมายถึงสิ่งเร้า สาระ หรือเรื่องราว ที่ผู้ส่งสารส่งออกไป 3.ผู้รับสาร หมายถึง ผู้ที่รับข่าวสารนั้น เช่น ผู้ฟัง ผู้รับคำสั่ง ฯลฯ 4.สื่อ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารเป็นตัวกลางนำสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจเป็นคำพูด คำสั่งด้วยวาจา ระเบียบข้อบังคับ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ภาพสัญลักษณ์ การแสดงท่าทางต่างๆ 5.ข้อมูลย้อนกลับ หรือปฏิกิริยาตอบสนอง หมายถึง การเปลี่ยนแปลงท่าที หรือพฤติกรรม ของผู้รับสารที่แสดงออกมาให้ผู้ส่งสารได้รับทราบ
รูปแบบของการสื่อสารการสื่อสารโดยทั่ว ๆ ไป สามารถแยกรูปแบบออกได้ดังนี้ การสื่อสารภายในตัวบุคคล หรือ การสื่อสารกับตนเอง เป็นกิจกรรมทางการสื่อสารอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีการสื่อสารกับตัวเอง กล่าวอย่างสั้นๆ เมื่อคนคิดหรือพูดกับตัวเอง การที่คนพูดกับคนอื่นอย่างไรคนก็อาจพูดกับตัวเองได้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างของการสื่อสารกับตัวเองก็คือการที่เราหยุดหรือการยับยั้งการกระทำหรือหยุดความคิดบางอย่าง การวิเคราะห์ตัวเอง การวางแผน การคิดเลือกการกระทำที่มีอยู่หลายทางเลือก การเตือนตนเองและการคิดริเริ่มงานบางอย่าง ในแต่ละวันที่คนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการสื่อสารรอบๆ ตัวเอง ในสถานที่ต่างๆ กิจกรรมและการสื่อสารนั้นๆ ก็จะวนเวียนอยู่ในความคิดของคนเรา เมื่อกลับไปที่บ้านของเรา เป็นต้น การที่มีการสื่อสารกับตนเองไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตัวเองก็มีความคิดมีอารมณ์ที่จะแสดงออกได้ ตามความเป็นจริงนั้นการสื่อสารกับตัวเองจะเกิดขึ้นก่อนการสื่อสาร ในประเภทอื่นๆ การสื่อสารระหว่างบุคคล เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป การที่บุคคลสองคนหรือมากกว่านั้นติดต่อกันนั้น จะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจกันและรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของโลก นอกจากนี้ก็จะทำให้รู้จักตนเองด้วย เพราะการสื่อสารเป็นเหมือนภาพสะท้อนที่กลับมาหาตัวเอง คนที่ขาดการสื่อสารระหว่างบุคคลจะเป็นคนที่ปรับตัวทางสังคมยากและมีปัญหาทางด้านอารมณ์ ยิ่งคนที่มีการสื่อสารระหว่างบุคคลมากเพียงใดก็จะยิ่งเพิ่มการรู้จักตัวเองและการรู้จักคนอื่นมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น ข้อมูลที่เราได้มาจากการสื่อสารระหว่างบุคคล นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการปรับตัวเองแล้ว ยังแสดงว่าตัวเองมีความสามารถในการสื่อสารกับคนอื่นอีกด้วย การสื่อสารระหว่างบุคคล จะก่อให้เกิดผล ตัวอย่าง- การพูดคุยระหว่างบุคคล 2 คนขึ้นไป - การพูดคุย - การเขียนจดหมาย - การโทรศัพท์ - การประชุมกลุ่มย่อย เป็นต้น การสื่อสารแบบกลุ่มใหญ่ แบบนี้ไม่มีให้เห็นมากนักแต่ก็มีบางหน่วยงานใช้ เป็นการสื่อสารระหว่างคนจำนวนมาก ตัวอย่าง- การสื่อสารในบริษัท - การสื่อสารในหน่วยงาน ราชการ - การสื่อสารในโรงงาน - การสื่อสารของธนาคาร เป็นต้น การสื่อสารภายในองค์กร เป็นการสื่อสารระหว่างสมาชิกภายในหน่วยงาน เพื่อปฏิบัติงานให้สำเร็จลุล่วง ตัวอย่าง- การสื่อสารในบริษัท - การสื่อสารในหน่วยงาน ราชการ - การสื่อสารในโรงงาน - การสื่อสารของธนาคาร เป็นต้น การสื่อสารมวลชน การสื่อสารกับคนจำนวนมากในหลายๆพื้นที่พร้อมกัน โดยใช้สื่อมวลชนเหมาะสำหรับการส่งข่าวสารไปยังผู้คนจำนวนมากๆในเวลาเดียวกัน ตัวอย่าง- หนังสือพิมพ์, นิตยสาร- วิทยุ - โทรทัศน์ - ภาพยนตร์ เป็นต้นนางสาวสุภัทรา พลายเล็ก 2531051641147
ประเภทของสื่อที่ใช้ในการสื่อสารในองค์กรสื่อหรือช่องทางที่ใช้เพื่อให้ข่าวสารนั้น ไหลหรือถูกพาไปยังผู้รับสารพอจะแบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้ ประเภทการใช้ภาษา ได้แก่ การพูด คำพูด ซึ่งการใช้ภาษานับว่าเป็นการสื่อสารที่ใช้กันมาก ประเภทไม่ใช้ภาษา ได้แก่ สัญลักษณ์ การเขียนข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายต่าง ๆ เป็นต้น ประเภทอาศัยการแสดง/พฤติกรรม ได้แก่ การแสดงสีหน้าเพื่อบ่งบอกอารมณ์ และการใช้ภาษาท่าทางผ่านทางอวัยวะภายในร่างกาย
นายสุรินทร จันทรา 2531051641171การสื่อสาร หมายถึง การติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยวิธีต่าง ๆ ซึ่งทำให้ฝ่ายหนึ่งรับรู้ความหมายจากอีกฝ่ายหนึ่ง และ เกิดการตอบสนอง การสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนในวิชาภาษาไทย คือ ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน ล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการสื่อสาร ส่วนใครจะมีความเชี่ยวชาญด้านใดมากกว่านั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ และฝึกฝน แต่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตประจำวัน คือการมีมารยาท ผู้มีมารยาทในการฟังควรปฏิบัติตน ดังนี้ 1. เมื่อฟังอยู่เฉพาะหน้าผู้ใหญ่ ควรฟังโดยสำรวมกิริยามารยาท ฟังด้วยความสุภาพเรียบร้อย และตั้งใจฟัง 2. การฟังในที่ประชุม ควรเข้าไปนั่งก่อนผู้พูดเริ่มพูด โดยนั่งที่ด้านหน้าให้เต็มก่อนและควรตั้งใจฟังจนจบเรื่อง 3. จดบันทึกข้อความที่สนใจหรือข้อความที่สำคัญ หากมีข้อสงสัยเก็บไว้ถามเมื่อมีโอกาสและถามด้วยกิริยาสุภาพ เมื่อจะซักถามต้องเลือกโอกาสที่ผู้พูดเปิดโอกาสให้ถาม หรือยกมือขึ้นขออนุญาตหรือแสดงความประสงค์ในการซักถาม ถามด้วยถ้อยคำสุภาพ และไม่ถามนอกเรื่อง ผู้มีมารยาทการพูดที่ดีควรปฏิบัติ 1. ใช้คำทักทายผู้ฟังให้ถูกต้อง เหมาะสมตามสถานภาพผู้ฟัง เช่น สวัสดี / เรียน กราบเรียน / ขอประทานกราบเรียน 2. ใช้คำพูดที่แสดงถึงความมีมารยาทอยู่เสมอ เช่น ขอโทษ ขอบใจ ขอบคุณ 3. ใช้คำพูดที่สุภาพ ให้เกียรติผู้ฟัง ไม่ใช้เสียงดุดัน หยาบคาย 4. ไม่พูดยกตนข่มท่าน คุยโอ้อวดว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น หลักการอ่านใน 1. ตั้งสมาธิให้แน่วแน่ 2. กะระยะช่วงสายตาแต่ละคราวให้กว้างที่สุด จะทำให้อ่านได้รวดเร็ว ไม่ควรมองเป็นคำ ๆ เพราะทำให้อ่านช้าและจับใจความไม่ได้ 3. การเคลื่อนไหวสายตาจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งไม่ควรบ่อยครั้ง แต่ควรเป็นไปอย่างมีจังหวะและแน่นอน ไม่ควรส่ายตาไปตามเส้นบรรทัด หลักการเขียนควรปฏิบัติ การเขียน คือ การแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึก และความต้องการ ของผู้ส่งสารออกไปเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ผู้รับสารสามารถอ่านเข้าใจ ได้รับทราบความรู้ ความคิด ความรู้สึก และความต้องการเหล่านั้น เพราะผู้อ่านไม่สามารถไต่ถามผู้เขียนได้เมื่ออ่านไม่เข้าใจ ผู้ที่จะเขียนให้ได้ดี ต้องใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับผู้อ่าน สาเหตุของปัญหาการใช้ภาษาไทยในการสื่อสารในปัจจุบัน ประเด็นที่ 1 เกิดจากความไม่ระมัดระวังในการใช้ภาษา เป็นการใช้ภาษาที่ไม่รอบคอบไม่ถ้วนถี่ คือใช้ตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ถูกความหมายและหลักไวยากรณ์ ประเด็นที่ 2 ไม่พิถีพิถันในการใช้ภาษา กล่าวคือ ใช้อย่างไรก็ได้ ขาดตกบกพร่องอย่างไรก็ได้ ไม่ถูกไวยากรณ์ก็ยอมรับกันได้ขอให้ฟังรู้เรื่อง จึงทำให้ไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง ประเด็นที่ 3 เคร่งครัดในการใช้ภาษามากเกินไป จึงมีกฎเกณฑ์ มีหลัก มีโครงสร้างมาก ทำให้การพูดมักจะผิดไปจากข้อกำหนดจากหลักไวยากรณ์ จึงก่อให้เกิดการใช้ภาษาที่ผิดหลักเป็นต้น การใช้ภาษาไทยในการสื่อสารในอนาคต 1.การอนุรักษ์ ป้องกันการใช้ภาษาไทย 2.ต้องมีการพัฒนาภาษา เพราะว่า ภาษามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ภาษาเป็นสิ่งมีชีวิต กล่าวคือต้องเจริญเติบโตและพัฒนาไปตลอด แต่ต้องอยู่ในกรอบของวัฒนธรรมนายสุรินทร จันทรา 2531051641171
นางสาวกัลยารัตน์ ชินจันทึก 2531051641116การใช้ภาษาไทยในการสื่อสารการสื่อสารเป็นเครื่องมือ หรือ วิธีการ ประเภทหนึ่งที่ใช้ในกระบวนการบริหารจัดการในองค์การ เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันภายในองค์การ การสื่อสารในองค์กรจะมีลักษณะเป็นกระบวนการ (process) อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการผ่านข้อมูล ข่าวสารและความเข้าใจเพื่อที่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือบุคคลอื่นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามที่ต้องการ ส่วนประกอบสำคัญของกระบวนสื่อสารประกอบด้วย 1. ผู้ส่งข้อมูลข่าวสาร (sender) 2. ผู้รับข้อมูลข่าวสาร (receiver) 3. ช่องทางการสื่อสาร (communication channel) 4. สัญลักษณ์ต่าง ๆ (symbols) อย่างไรก็ตามในเมื่อการสื่อสารให้เป็นระบบแล้ว คงจะช่วยให้เข้าใจการสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้กระบวนการสื่อสารควรประกอบด้วย - แหล่งข้อมูล คือ แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสาร หรือเป็นต้นตอของแหล่งข้อมูลข่าวสารนั่นเอง - ข่าวสาร คือ เนื้อหาสาระที่ต้องส่งไป - ผู้ส่ง คือ บุคคลที่จะเป็นผู้ดาเนินการส่งข่าวสาร - ผู้รับ คือ ผู้เป็นเป้าหมายในการรับข่าวสาร ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายสุดท้ายของการสื่อสารปัญหาในการใช้ภาษาในการสื่อสาร ประเด็นที่ 1 เกิดจากความไม่ระมัดระวังในการใช้ภาษา เป็นการใช้ภาษาที่ไม่รอบคอบไม่ถ้วนถี่ คือใช้ตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ถูกความหมายและหลักไวยากรณ์ ประเด็นที่ 2 ไม่พิถีพิถันในการใช้ภาษา กล่าวคือ ใช้อย่างไรก็ได้ ขาดตกบกพร่องอย่างไรก็ได้ ไม่ถูกไวยากรณ์ก็ยอมรับกันได้ขอให้ฟังรู้เรื่อง จึงทำให้ไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง ประเด็นที่ 3 เคร่งครัดในการใช้ภาษามากเกินไป จึงมีกฎเกณฑ์ มีหลัก มีโครงสร้างมาก ทำให้การพูดมักจะผิดไปจากข้อกำหนดจากหลักไวยากรณ์ จึงก่อให้เกิดการใช้ภาษาที่ผิดหลักเป็นต้น
แนวทางการแก้ไข1.ต้องมีสติในการฟัง พูด อ่าน เขียน ในการสื่อสารกับผู้อื่น และเรียนรู้การใช้หลักภาษาให้ถูกต้องตามหลักการใช้ไวยากรณ์ เพื่อให้ความหมายในการสื่อสารเป็นไปในแนวทางเดียวกันและเข้าหมายตรงกัน2.ในการสื่อสารต้องมีการเรียงลำดับเหตุการณ์ ความสำคัญของเนื้อหา เพื่อที่จะทำให้การสื่อสารนั้นครบถ้วนสมบูรณ์3.ในการสื่อสารต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อที่จะไม่ทำร้ายจิตใจของผู้ที่เราสื่อสารด้วย ถนอมน้ำใจซึ่งกันและกันตัวอย่างเช่น การติดต่อสื่อสาร สถานที่ฝึกงานหรือสหกิจของนักศึกษา ซึ่งในการติดต่อสื่อสารนั้นนักศึกษาจะต้องอธิบายความหมายของคำว่า “ สหกิจ” ให้สถานประกอบการแต่ละที่ฟังว่า สหกิจคืออะไร และบางครั้งการสื่อสารด้วยการอธิบายด้วยวาจาหรือคำพูดนั้น อาจจะทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจในความหมายนั้น ๆ นักศึกษาจึง ได้ทำการจัดส่งเอกสารเกี่ยวกับเรื่องความหมายของสหกิจ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นส่วนเกี่ยวของสหกิจ ให้สถานประกอบการได้ศึกษาและเข้าใจ คำว่า “สหกิจ”
ลักษณะการสื่อสารภายในองค์กร
ตอบลบ1. ประเภทของข่าวสารในองค์กร
1.1 ข่าวสารเกี่ยวกับงาน เกี่ยวกับสินค้า /บริการ กิจกรรมขององค์กร เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับการอบรม การเพิ่มยอดขาย
1.2 ข่าวสารเกี่ยวกับกฎระเบียบ มีความสำคัญในการอยู่รอดขององค์กร เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย ขั้นตอนการทำงาน
1.3 ข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ ข่าวสารที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในองค์กร เช่น การชมเชย การยกย่อง ข่าวลือ
1.4 ข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ ข่าวสารที่ช่วยให้องค์กรได้พัฒนา หรือปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับโครงการต่างๆ การระดมความคิดเห็น
2. การสื่อสารอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
2.1 การสื่อสารอย่างเป็นทางการ คือ การสื่อสารที่ต้องผ่านช่องทางตามลำดับขั้นตอนอย่างเคร่งครัดตามสายการบังคับบัญชา เช่น การพูดคุยสนทนาในการประชุมในองค์กร
2.2 การสื่อสารอย่างไม่ทางการ เกิดขึ้นได้ทุกแห่งเมื่อมีการสนทนาเกิดขึ้น ทำให้พนักงานมีความรู้สึกมีส่วนร่วม ได้ลดความเครียด ความกดดัน ทำให้พนักงานรู้สึกภูมิใจในตัวเองจากการได้พูดคุยกับผู้บริหาร ทำให้การสื่อสารประเภททางการง่ายขึ้น ทำให้เกิดเครือข่ายของการสื่อสารระหว่างบุคคล กับการสื่อสารกลุ่มได้ ทำให้เกิดการสังสรรค์ ทำให้ผู้บริหารมีข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับการตัดสินใจ เช่น การพูดคุยกับบุคคลอื่นๆ มีได้มีการพูดคุยกัน หรือแลกเปลี่ยนความรู้กัน ในหน่วยงานหรือองค์กร
อยากให้ยกตัวอย่างเพิ่มเติมหน่อยค่ะ เพื่อให้มีความเข้าในมากขึ้น
ลบลักษณะการสื่อสารภายในองค์กร
ลบ1. ประเภทของข่าวสารในองค์กร
1.1 ข่าวสารเกี่ยวกับงาน เกี่ยวกับสินค้า /บริการ กิจกรรมขององค์กร เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับการอบรม การเพิ่มยอดขาย เอกสารในการประชุมต่างๆ
1.2 ข่าวสารเกี่ยวกับกฎระเบียบ มีความสำคัญในการอยู่รอดขององค์กร เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับนโยบาย ขั้นตอนการทำงาน กฎระเบียบหรือข้อปฏิบัติของพนักงาน
1.3 ข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ ข่าวสารที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในองค์กร เช่น การชมเชย การยกย่อง ข่าวลือในการเสริมสร้างความรู้ในองค์กร
1.4 ข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ ข่าวสารที่ช่วยให้องค์กรได้พัฒนา หรือปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับโครงการต่างๆ การระดมความคิดเห็น
2. การสื่อสารอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
2.1 การสื่อสารอย่างเป็นทางการ คือ การสื่อสารที่ต้องผ่านช่องทางตามลำดับขั้นตอนอย่างเคร่งครัดตามสายการบังคับบัญชา เช่น การพูดคุยสนทนาในการประชุมในองค์กร ที่จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนสื่อสารกัน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการให้องค์กรมีประสิทธิภาพและความร่วมมือกันภายในองค์กร
2.2 การสื่อสารอย่างไม่ทางการ เกิดขึ้นได้ทุกแห่งเมื่อมีการสนทนาเกิดขึ้น ทำให้พนักงานมีความรู้สึกมีส่วนร่วม ได้ลดความเครียด ความกดดัน ทำให้พนักงานรู้สึกภูมิใจในตัวเองจากการได้พูดคุยกับผู้บริหาร ทำให้การสื่อสารประเภททางการง่ายขึ้น ทำให้เกิดเครือข่ายของการสื่อสารระหว่างบุคคล กับการสื่อสารกลุ่มได้ ทำให้เกิดการสังสรรค์ ทำให้ผู้บริหารมีข้อมูลที่เหมาะสมสำหรับการตัดสินใจ เช่น การพูดคุยกับบุคคลอื่นๆ ที่ได้มีการพูดคุยกัน หรือแลกเปลี่ยนความรู้กัน ในหน่วยงานหรือองค์กร ตั้งแต่ระดับพนักงานไปจนถึงระดับผู้บริหาร มีการพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง เพื่อสร้างความสัมพันธ์กันระหว่างลูกน้องและเจ้านาย เพื่อลดความตึงเครียด ความกดดันที่พนักงานรู้สึกเกรงขามเจ้านาย
การสื่อสารหมายถึง การถ่ายทอดข่าวสาร ความคิด อารมณ์
ตอบลบทักษะ ฯลฯ ด้วยการใช้สัญญาลักษณ์ เช่นคำพูด รูปภาพ ตัวเลข
กราฟ ฯลฯ การกระทำหรือกระบวนการในการถ่ายทอด
ปัญหาที่เกิดจากตัวบุคคลผู้ส่งสารและผู้รับสาร
การเรียบเรียงภาษาพูดเป็นภาษาเขียน
การแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพของการติดต่อสื่อสาร
ใช้วิธีเขียนในสิ่งที่พูดไปแล้ว คือการนำคำพูดจากการสนทนาหรือประชุมกันมาเรียบเรียงลงในกระดาษหรือเครื่องมือต่างๆในการจดบันทึกเพื่อให้เกืดความเข้าใจมากขึ้น
อยากให้ยกตัวอย่างเพิ่มเติมหน่อยค่ะ เพื่อให้มีความเข้าในมากขึ้น
ลบการสื่อสารข้อมูลมีองค์ประกอบ 5 อย่าง ได้แก่
ลบ1.ผู้ส่ง (Sender) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข่าวสาร (Message) เป็นต้นทางของการสื่อสารข้อมูลมีหน้าที่เตรียมสร้างข้อมูล เช่น ผู้พูด โทรทัศน์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น
2. ผู้รับ (Receiver) เป็นปลายทางการสื่อสาร มีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาให้ เช่น ผู้ฟัง เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น
3. สื่อกลาง (Medium) หรือตัวกลาง เป็นเส้นทางการสื่อสารเพื่อนำข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทาง
4. โปรโตคอล (Protocol) คือ วิธีการหรือกฎระเบียบที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ผู้รับและผู้ส่งสามารถเข้าใจกันหรือคุยกันรู้เรื่อง โดยทั้งสองฝั่งทั้งผู้รับและผู้ส่งได้ตกลงกันไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว
5. ข้อมูลข่าวสาร (Message) คือสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร ซึ่งอาจถูกเรียกว่า สารสนเทศ (Information) โดยแบ่งเป็น 5รูปแบบ ดังนี้
5.1 ข้อความ (Text) ใช้แทนตัวอักขระต่าง ๆ ซึ่งจะแทนด้วยรหัสต่าง ๆ เช่น รหัสแอสกี เป็นต้น
5.2 ตัวเลข (Number) ใช้แทนตัวเลขต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขไม่ได้ถูกแทนด้วยรหัสแอสกีแต่จะถูกแปลงเป็นเลขฐานสองโดยตรง
5.3 รูปภาพ (Images) ข้อมูลของรูปภาพจะแทนด้วยจุดสีเรียงกันไปตามขนาดของรูปภาพ
5.4 เสียง (Audio) ข้อมูลเสียงจะแตกต่างจากข้อความ ตัวเลข และรูปภาพเพราะข้อมูลเสียงจะเป็นสัญญาณต่อเนื่องกันไป
5.5 วิดีโอ (Video) ใช้แสดงภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากการรวมกันของรูปภาพหลาย ๆ รูป
ปัญหาที่เกิดจากตัวบุคคลผู้ส่งสารและผู้รับสาร
- การเรียบเรียงภาษาพูดเป็นภาษาเขียน เช่น การใข้ภาษาที่ต่างกันเนื่องมาจากต่างสถานที่ต่างจังหวัดจึงทำให้มีการใช้ภาษาอาจมีความเข้าใจยากซึ่งผู้รับสารอาจไม่เข้าใจและเกิดการตีความหมายผิดได้
การแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพของการติดต่อสื่อสาร
-ใช้วิธีเขียนในสิ่งที่พูดไปแล้ว คือการนำคำพูดจากการสนทนาหรือประชุมกันมาเรียบเรียงลงในกระดาษหรือเครื่องมือต่างๆในการจดบันทึกเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น
การบิดเบือนการสื่อสาร การบิดเบือนที่เกิดขึ้นในการสื่อสารนั้นอาจเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ ตั้งใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้บิดเบือนรู้หรือไม่ว่าความหมายที่สื่อสารไปนั้นถูกดัดแปลงแก้ไข การบิดเบือนเกิดขึ้นในการสื่อสาร
ตอบลบแก้ไข้ปัญหา การบิดเบือนการสื่อสาร
ใช้ภาษาที่ง่าย สุภาพ
สร้างบรรยากาศของความไว้วางใจสือสารที่ถูกต้อง
เลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสม หลากหลาย สือสารไม่ให้การบิดเบือนารสือสารไปอื่น
กระตุ้นให้เกิดการฟังอย่างมีประสิทธิผล
สร้างค่านิยมในการให้ข้อมูลย้อนกลับ
แก้ไข้ปัญหา
ใช้ภาษาที่ง่าย สุภาพ
สร้างบรรยากาศของความไว้วางใจ
เลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสม หลากหลาย
กระตุ้นให้เกิดการฟังอย่างมีประสิทธิผล
สร้างค่านิยมในการให้ข้อมูลย้อนกลับ
ตัวอย่าง การสื่อสารขององค์กร สร้างค่านิยมในการให้ข้อมูลย้อนกลับเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากสำหรับผู้ส่งข่าวสารในการประเมินประสิทธิผลของการสื่อสาร
การสือสารกับเจ้านาย คำพูด ถ้อยคำที่สุภาพ คำพูดหรือประโยชน์ที่เราพุดออกไป
ผลสะท้อนกลับในทางที่ดี
ผลสะท้อนกลับในทางที่ไม่ดี
ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า องค์ประกอบที่จะทำให้การสื่อสารระหว่างบุคคลมีประสิทธิผล มีดังนี้
- ควรกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการส่งข้อมูลข่าวสารให้ชัดเจน
- ควรทำการเข้ารหัสข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง
- ควรเลือกรูปแบบของสารที่เหมาะสมกับสถานการณ์และทำให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
- ควรเลือกใช้วิถีทาง หรือช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม
- ควรรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่ผู้ส่งทำการส่งผ่านมาตามช่องทางการสื่อสารต่างๆให้สมบูรณ์
- ควรทำความเข้าใจความหมายของข้อมูลข่าวสารที่ได้รับให้ชัดเจน
เรียบเรียงข้อความใหม่นะคะ พออ่านแล้วมันวกไปวนมา ซึ่งจะมีประโยคที่เขียนซ้ำกันอยู่ และให้ยกตัวอย่างประกอบด้วยค่ะ
ลบการบิดเบือนการสื่อสาร การบิดเบือนที่เกิดขึ้นในการสื่อสารนั้นอาจเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ ตั้งใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้บิดเบือนรู้หรือไม่ว่าความหมายที่สื่อสารไปนั้นถูกดัดแปลงแก้ไข การบิดเบือนเกิดขึ้นในการสื่อสาร
ลบแก้ไข้ปัญหา การบิดเบือนการสื่อสาร
ใช้ภาษาที่ง่าย สุภาพ
สร้างบรรยากาศของความไว้วางใจสือสารที่ถูกต้อง
เลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสม หลากหลาย สือสารไม่ให้การบิดเบือนารสือสารไปอื่น
กระตุ้นให้เกิดการฟังอย่างมีประสิทธิผล
สร้างค่านิยมในการให้ข้อมูลย้อนกลับ
แก้ไข้ปัญหา
ใช้ภาษาที่ง่าย สุภาพ
สร้างบรรยากาศของความไว้วางใจ
เลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสม หลากหลาย
กระตุ้นให้เกิดการฟังอย่างมีประสิทธิผล
สร้างค่านิยมในการให้ข้อมูลย้อนกลับ
ตัวอย่าง การสื่อสารเจ้านาย
การสือสารกับเจ้านาย คำพูด ถ้อยคำที่สุภาพ คำพูด หรือประโยชน์ที่เราพุดออกไป ผลสะท้อนกลับในทางที่ดี หรือ ผลสะท้อนกลับในทางที่ไม่ดี
ควรทำความเข้าใจความหมายของข้อมูลข่าวสารที่ได้รับให้ชัดเจนก่อน เราควรเลือกรูปแบบของสารที่เหมาะสมกับสถานการณ์และทำให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
และไม่ควรเพิ่มเติม ทำให้การสือสาร บิดเบือนการสื่อสารไป
การสื่อสารในองค์กรที่เกิดขึ้นเพื่อการประสานงานและสร้างความเข้าใจต่อกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้งานส าเร็จ
ตอบลบตามเป้าหมาย ฉะนั้น พอจะสรุปจุดมุ่งหมายได้ดังนี้
- เพื่อการควบคุมการปฏิบัติงานได้ดีขึ้น
- เพื่อการให้ข้อมูลที่เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ
- เพื่อการจูงใจและกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือ ร่วมใจกันท างานในองค์กร
- เพื่อการแสดงออกซึ่งความรู้สึกต่าง ๆ เพื่อให้หัวหน้าหรือพนักงานด้วยกันมีความเข้าใจกัน
เทคนิคการสื่อสารในองค์กร
เทคนิคในการสื่อสาร จะมีลักษณะส าคัญ 3 ประการ คือ
- เทคนิคการสื่อสารจากระดับบนสู่ล่าง ได้แก่ การสื่อสารจากผู้บังคับบัญชาลงสู่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา
- เทคนิคการสื่อสารจากระดับล่างสู่บน ได้แก่ การศึกษาจากผู้ใต้บังคับบัญชา ติดต่อขึ้นตามค าสั่ง
ตามล าดับขั้น จนถึงผู้บังคับบัญชา
- เทคนิคการสื่อสารระดับเดียวกัน เช่น ระหว่างเพื่อนร่วมงาน บุคคลในระดับเดียวกัน
รูปแบบของเครือข่ายการติดต่อสื่อสาร
ในการจัดเครือข่ายการสื่อสาร เพื่อให้มีการติดต่อสื่อสารกัน สามารถแบ่งออกได้ดังนี้
- แบบลูกโซ่ (chain) เป็นเครือข่ายที่พบความผิดพลาดอยู่เสมอ
- แบบวงล้อหรือดาว (wheel or star) เป็นเครือข่ายของการประสานงานแบบเผด็จการ
- แบบวงกลม (circle) เป็นการติดต่อข่าวสารกันแบบต่อเนื่องกัน ซึ่งให้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาได้ต่ า
- แบบว่าว (kite) เป็นการติดต่อที่ผสมผสานกันทั้งแบบลูกโซ่และแบบวงล้อ
- แบบทุกช่องทาง (all channel) เป็นเครือข่ายการติดต่อสื่อสารที่มีการประสารกันได้ทุกจุด ท าให้มี
ประสิทธิภาพมากที่สุด
ให้ตรวจคำผิดด้วยนะคะ เพราะว่ายังมีบางคำที่ยังเขียนผิดอยู่ เช่นคำว่า ทางาน และให้ยกตัวอย่างประกอบด้วยค่ะ
ลบการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ปัจจัยสู่ความสำเร็จของชุมชนนักปฏิบัติ
ตอบลบเริ่มโดยการใช้หลักการCOP (Community of Practice)
1.ผู้บริหาร
ผู้นำองค์กรนับว่ามีส่วนสำคัญ ที่จะทำให้ชุมชนนักปฏิบัติประสบความสำเร็จได้ โดยสามารถสนับสนุนได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้
- มุ่งเน้นที่ความรู้ซึ่งสำคัญต่อทั้งกิจการขององค์กร และสมาชิกในองค์กร
- สนับสนุนการจัดตั้งชุมชนนักปฏิบัติ สำหรับประเด็นที่เป็นหัวใจขององค์กร ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้ได้พูดคุย ในสิ่งที่สมาชิกต้องการ
- หาผู้ประสานงาน ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสมาชิก
- ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้สมาชิกได้เข้าร่วมกิจกรรม อาจจะมีการจัดสรรเวลาให้อย่างเปิดเผย ด้วยการบรรจุลงในแผนงาน ซึ่งระบุถึงผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
- พยายามควบคุมชุมชนนักปฏิบัติให้สอดคล้องกับเป้าหมาย วัฒนธรรม และค่านิยมหลักขององค์กร
2.สมาชิก
สมาชิกจะเป็นส่วนขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้
3.เทคโนโลยี
เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับองค์กร โดยอาจจะเริ่มจากเทคโนโลยีที่ง่าย ๆ ก่อนเช่น Social network เพราะสามารถนำไปคุยปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารให้ถูกต้อง
4.วิธีการ
-เริ่มด้วยประชุมวางแผนแนวทางในการศึกษาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
-ให้สมาชิกเริ่มทำตามแนวทางที่วางไว้ และสมาชิกควรจะมีการแบ่งปันความรู้เพื่อให้เกิดการกระจายความรู้
-ส่งเสริมการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร อาจะเป็นการจัดกิจกรรม หรือมีการวัดผลในองกร
-ทำให้การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ให้เป็นวัฒนธรรมภายในองกร
เนื้อหาที่เขียนมากับหัวข้อมันเป็นคนละเรื่องกัน ตรวจสอบด้วยค่ะ
ลบภาษา คือ สัญลักษณ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการสื่อความเข้าใจระหว่างกันของคนในสังคม ช่วยสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ช่วยสร้างความสัมพันธ์ของคน ในสังคม ถ้าคนในสังคมพูดกันด้วย ถ้อยคำที่ดีจะช่วยให้คนในสังคมอยู่กันอย่างปกติสุข ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมี 2 ประเภท คือ วัจนภาษาและอวัจนภาษา
ลบ1. วัจนภาษา (verbal language)
วัจนภาษา หมายถึง ภาษาถ้อยคำ ได้แก่ คำพูดหรือตัวอักษรที่กำหนดใช้ร่วมกันในสังคม ซึ่งหมายรวมทั้งเสียง และลายลักษณ์อักษร ภาษาถ้อยคำเป็นภาษาที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างมีระบบ มีหลักเกณฑ์ทางภาษา หรือไวยากรณ์ซึ่งคนในสังคมต้องเรียนรู้และใช้ภาษาในการฟัง พูด อ่าน เขียนและคิด การใช้วัจนภาษาในการสื่อสารต้องคำนึงถึงความชัดเจนถูกต้องตามหลักภาษา และความเหมาะสมกับลักษณะ การสื่อสาร ลักษณะงาน เป้าหมาย สื่อและผู้รับสาร
วัจนภาษาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1.1. ภาษาพูด ภาษาพูดเป็นภาษาที่มนุษย์เปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคำเพื่อสื่อสารกับผู้อื่น นักภาษาศาสตร์ถือว่าภาษาพูดเป็นภาษาที่แท้จริงของมนุษย์ ส่วนภาษาเขียนเป็นเพียงวิวัฒนาการขั้นหนึ่งของภาษาเท่านั้น มนุษย์ได้ใช้ภาษาพูดติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นอยู่เสมอ ทั้งในเรื่องส่วนตัว สังคม และหน้าที่การงาน ภาษาพูดจึงสามารถสร้างความรัก ความเข้าใจ และช่วยแก้ไขปัญหา
ต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ได้มากมาย
1.2. ภาษาเขียน ภาษาเขียนเป็นภาษาที่มนุษย์ใช้อักษรเป็นเครื่องหมายแทนเสียงพูดในการสื่อสาร ภาษาเขียนเป็นสัญลักษณ์ของการพูด ภาษาเขียนนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้บันทึกภาษาพูด เป็นตัวแทนของภาษาพูดในโอกาสต่าง ๆ แม้นักภาษาศาสตร์จะถือว่าภาษาเขียนมิใช่ภาษาที่แท้จริงของมนุษย์ แต่ภาษาเขียนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารของมนุษย์ มาเป็นเวลาช้านาน มนุษย์ใช้ภาษาเขียนสื่อสารทั้งในส่วนตัว สังคม และหน้าที่การงาน ภาษาเขียนสร้างความรัก ความเข้าใจ และช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ได้มากมายหากมนุษย์รู้จักเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบุคคล โอกาส และสถานการณ์
การใช้วัจนภาษาในการสื่อสาร
2. ความชัดเจนและถูกต้อง
กล่าวคือ ต้องเป็นภาษาที่เข้าใจตรงกัน ทั้งผู้รับสาร และ
ผู้ส่งสาร และถูกต้องตามกฎเกณฑ์และเหมาะสมกับวัฒนธรรมในการใช้ภาษาไทย ดังนี้
2.1 ลักษณะของคำ หน้าที่ของคำ ตำแหน่งของคำ และความหมายของคำ ซึ่งความหมายของคำมีทั้งความหมายตรง และความหมายแฝง
2.2 การเขียนและการออกเสียงคำ ในการเขียนผู้ส่งสารต้องระมัดระวังเรื่องสะกดการันต์ ในการพูดต้องระมัดระวังเรื่องการออกเสียง ต้องเขียนและออกเสียงถูกต้อง
2.3 การเรียบเรียงประโยค ผู้ส่งสารจำเป็นต้องศึกษาโครงสร้างของประโยคเพื่อ วางตำแหน่งของคำในประโยคให้ถูกต้อง ถูกที่ ไม่สับสน
2. ความเหมาะสมกับบริบทของภาษา
เพื่อให้การสื่อสารบรรลุเป้าหมาย ผู้ส่งสารต้องคำนึงถึง
2.1 ใช้ภาษาให้เหมาะกับลักษณะการสื่อสาร เหมาะกับเวลาและสถานที่ โอกาส และบุคคล ผู้ส่งสารต้องพิจารณาว่าสื่อสารกับบุคคล กลุ่มบุคคล มวลชน เพราะขนาดของกลุ่มมีผลต่อการเลือกใช้ภาษา
2.2 ใช้ภาษาให้เหมาะกับลักษณะงาน เช่น งานประชาสัมพันธ์ งานโฆษณา งานประชุม ฯลฯ
2.3 ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับสื่อ ผู้ส่งสารจะต้องรู้จักความต่างของสื่อและความต่าง
ของภาษาที่ใช้กับแต่ละสื่อ ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้รับสารเป้าหมาย ผู้รับสารเป้าหมายได้แก่ กลุ่มผู้รับสารเฉพาะที่ผู้ส่งสารคาดหวังไว้ ผู้ส่งสารต้องวิเคราะห์ผู้รับสาร ที่เป็นเป้าหมายของการสื่อสาร และเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้รับสารนั้น ๆ
อวัจนภาษา หมายถึง เป็นการสื่อสารโดยไม่ใช้ถ้อยคำ ทั้งที่เป็นภาษาพูดและภาษาเขียน เป็นภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารกัน โดยใช้อากัปกิริยา ท่าทาง น้ำเสียง สายตาหรือ ใช้วัตถุ การใช้สัญญาณ และ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ หรือแสดงออกทางด้านอื่นที่สามารถรับรู้กันได้ สามารถแปลความหมายได้และทำความเข้าใจต่อกันได้
ลบการแสดงออกด้วยอวัจนภาษา
อวัจนภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่มีแหล่งแสดงออกด้วยอากัปกิริยา หรือที่เกิดการแสดงออก ในหลายแหล่งด้วยกัน ได้แก่
สัญลักษณ์ที่แสดงออกด้วยอากัปกิริยา มีดังนี้
1.1 เกิดขึ้นตามธรรมดาวิสัย เช่น การยิ้ม การโบกมือ การส่ายหน้า การปัดเมื่อแมลง ไต่ตอม เป็นต้น
1.2 เกิดจากอารมณ์แรงเป็นเครื่องเร้า เช่น เวลาที่มีอารมณ์โกรธเลือดจะสูบฉีด จนหน้าแดง มือเกร็ง กำหมัด เป็นต้น
2. สัญลักษณ์แสดงออกที่ร่างกาย
เป็นการใช้วัตถุประกอบกับร่างกายแล้วบ่งบอกความหมาย ได้โดยไม่ได้ แสดงกิริยาอาการ เช่น การแต่งกาย เครื่องประดับ ทรงผม เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความหมายทั้งสิ้น
3. สัญลักษณ์แสดงออกด้วยวัตถุที่แวดล้อม
เป็นสิ่งที่บุคคลให้ความหมายหรือตกลงให้ สิ่งนั้นมีความหมายหนึ่ง ๆ เช่น ลักษณะและขนาดของบ้านเรือน สามารถบอกรสนิยม ฐานะ หรือเชื้อชาติของเจ้าของบ้านได้ สัญลักษณ์บางอย่างต้องการให้รู้ทั่วกัน เช่น ลูกศรบอกทาง สี แสง เสียง เป็นต้น
4. สัญลักษณ์แสดงออกด้วยพฤติกรรมแวดล้อม ได้แก่
สิ่งแวดล้อมที่เป็นวัตถุ หรือคนที่แวดล้อมที่แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับเรา ทำให้เราต้องแสดงพฤติกรรม ตอบสนอง เช่น การปฏิบัติตามประเพณีต่าง ๆ การชื่นชมศิลปกรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่สื่ออารมณ์และวัฒนธรรมได้
อวัจนภาษาที่ใช้สื่อสารโดยทั่วไปได้แก่
1. สายตา (เนตรภาษา) การแสดงออกทางสายตา
2. กิริยาท่าทาง (อาการภาษา) การแสดงกิริยาท่าทางของบุคคล
3. น้ำเสียง (ปริภาษา) เป็นอวัจนภาษาที่แฝงอยู่ในภาษาพูด
4. สิ่งของหรือวัตถุ (วัตถุภาษา) สิ่งของหรือวัตถุต่าง ๆ ที่บุคคลเลือกใช้
5. เนื้อที่หรือช่องว่าง (เทศภาษา) ช่องว่างของสถานที่หรือระยะใกล้ไกลที่บุคคลสื่อสารกัน
6. กาลเวลา (กาลภาษา) หมายถึง การสื่อความหมายโดยให้เวลามีบทบาทสำคัญ
7. การสัมผัส (สัมผัสภาษา) หมายถึง อวัจนภาษาที่แสดงออกโดยการสัมผ้สเพื่อสื่อความรู้สึก
การใช้อวัจนภาษาและวัจนภาษาในการสื่อสารจึงมีความสัมพันธ์กันหลายประการ สรุปได้ดังนี้
ี้
1. ใช้ซ้ำกัน การใช้อวัจนภาษาที่มีความหมายเช่นเดียวกันกับวัจนภาษาช่วยให้สื่อความหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น เพื่อนชวนเราไปดูภาพยนตร์ เราตอบปฏิเสธว่าไม่ไปพร้อมกับส่ายหน้าไปด้วย อาการส่ายหน้าเป็นอวัจนภาษาที่ซ้ำกับคำพูดที่ปฏิเสธออกไปนั่นเอง หากเราพูดเบาเพื่อนไม่ได้ยินเสียงแต่เห็นการส่ายหน้าก็สามารถเข้าใจได้
2. ใช้แทนกัน การใช้อวัจนภาษาทำหน้าที่แทนคำพูดเช่น เพื่อนถามว่า เธอไปเป็นเพื่อนฉันได้หรือไม่ ผู้ตอบพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร ก็สื่อความหมายได้ว่าเป็นการตอบตกลง
3. ใช้เสริมกัน การใช้อวัจนภาษาเพิ่มหรือเสริมน้ำหนักให้แก่คำพูดเพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึก หรือแสดงภาพจากตัวอักษรให้จริงจังมากขึ้น เช่น เมื่อเราไปขอความเห็นใจจากใคร สักคน ถ้าลำพังถ้อยคำที่ พูดอย่างเดียวอาจจะแสดงอารมณ์ไม่เต็มที่ แต่ถ้าเราใช้น้ำเสียงและการแสดงออกบน ใบหน้าและดวงตาประกอบ ก็จะทำให้ผู้รับสารมีปฏิกิริยาตอบสนองในทางอารมณ์เข้าใจและเห็นใจเรามากขึ้น
4. ใช้เน้นกัน การใช้อวัจนภาษาเน้นบางจุดที่ผู้พูดต้องการจะเน้นประกอบกับวัจนภาษา ซึ่งการเน้นนั้นมีน้ำหนักแตกต่างกัน มีเน้นมาก เน้นพอสมควรหรือเน้นเล็กน้อย เครื่องมือที่ช่วยในการเน้นที่สำคัญ ๆ เช่น การบังคับเสียงให้ดังขึ้นกว่าปกติ การเคลื่อนไหวมือและแขน การเคลื่อนไหวของศีรษะ เป็นต้น
5. ใช้ขัดแย้งกัน การใช้อวัจนภาษาที่สื่อความหมายตรงกันข้ามกับสารในคำพูด เช่น เราได้รับรางวัลมารยาทดีเด่น เพื่อนมากล่าวคำยินดีด้วยแต่สีหน้ามิได้ยิ้มแย้มและแววตาของเขากลับดูเฉยเมยมิได้แสดงออกถึงความยินดีนั้นเลย เช่นนี้แสดงว่าการใช้วัจนภาษาขัดแย้งกับอวัจนภาษา
จักรรินทร์ ภู่ระย้า 2531051641151
ปัญหาการใช้ภาษาทับศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียนในปัจจุบันคนไทยเรามีการใช้ภาษาทับศัพท์กันผิดๆ อย่างเช่น การพูดติดภาษาต่างชาติเพื่อยกระดับตนเองให้ดูไฮโซดูเป็นผู้ดี โดยที่ตนเองอาจจะไม่รู้ความหมายของมัน หรืออาจพูดโดยที่สื่อสารให้ผู้อื่นทราบหรือเข้าใจศัพท์ที่เราใช้ในการพูดหรือการเขียนไม่ถูกต้อง และผิดเพี้ยนไปจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น
ตอบลบ- วันนี้เธอมาทำงานrate นะคะ แทนที่จะพูดว่าวันนี้เธอมาทำงานสายนะหรือมาช้านะ
- นายทำงานWorkมากเลย แทนที่จะพูดว่านายทำงานได้ดีหรือเยี่ยมมาก
- คุณดีดกีต้าร์ผิดขอร์ดหรือเปล่า การเขียนคอร์ดที่ถูกต้อง
ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การพูด การอ่าน การฟัง ผู้พูด อ่าน ฟัง
เขียนจะจ้องสื่อสารและมีความเข้าใจในการรับสารและส่งสาร นั้นเพื่อให้เข้าใจตรงกัน
วิธีแก้ปัญหา
- เราต้องศึกษาทั้งศัพท์ภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่ต้องการสื่อสาร
- ฝึกพูด ฝึกเรียบเรียง บ่อยเพื่อให้เกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อไม่ให้สื่อสารกันผิดและมีความเข้าใจไม่ตรงกัน
นางสาวณัฏฐรีย์ เตชาจินดานนท์
ตรวจสอบคำผิดด้วยค่ะ เช่นคำว่า จ้อง ค่ะ
ลบเขียนจะต้องสื่อสารและมีความเข้าใจในการรับสารและส่งสาร นั้นเพื่อให้เข้าใจตรงกัน
ลบวิธีแก้ปัญหา
- เราต้องศึกษาทั้งศัพท์ภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่ต้องการสื่อสาร
- ฝึกพูด ฝึกเรียบเรียง บ่อยเพื่อให้เกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อไม่ให้สื่อสารกันผิดและมีความเข้าใจไม่ตรงกัน
ปัญหาการใช้ภาษาทับศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียนในปัจจุบันคนไทยเรามีการใช้ภาษาทับศัพท์กันผิดๆ อย่างเช่น การพูดติดภาษาต่างชาติเพื่อยกระดับตนเองให้ดูไฮโซดูเป็นผู้ดี โดยที่ตนเองอาจจะไม่รู้ความหมายของมัน หรืออาจพูดโดยที่สื่อสารให้ผู้อื่นทราบหรือเข้าใจศัพท์ที่เราใช้ในการพูดหรือการเขียนไม่ถูกต้อง และผิดเพี้ยนไปจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น
ลบ- วันนี้เธอมาทำงานrate นะคะ แทนที่จะพูดว่าวันนี้เธอมาทำงานสายนะหรือมาช้านะ
- นายทำงานWorkมากเลย แทนที่จะพูดว่านายทำงานได้ดีหรือเยี่ยมมาก
- คุณดีดกีต้าร์ผิดขอร์ดหรือเปล่า การเขียนคอร์ดที่ถูกต้อง
ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การพูด การอ่าน การฟัง ผู้พูด อ่าน ฟัง
เขียนจะต้องสื่อสารและมีความเข้าใจในการรับสารและส่งสาร นั้นเพื่อให้เข้าใจตรงกัน
วิธีแก้ปัญหา
- เราต้องศึกษาทั้งศัพท์ภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่ต้องการสื่อสาร
- ฝึกพูด ฝึกเรียบเรียง บ่อยเพื่อให้เกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อไม่ให้สื่อสารกันผิดและมีความเข้าใจไม่ตรงกัน
การใช้ภาษาในการสื่อสาร
ตอบลบปัญหาการใช้ภาษา
ในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นทำให้การพูกคุยหรือการเขียนผิดไปทำให้บางครั้งการพูดคุยกันอาจเข้าใจยาก เมื่อเราใช้เทคโนโลยีมากๆทำให้การพูดของเรานำภาษาที่เราใช้กัน เช่น เฟสบุ๊ก หรือในแชทต่างๆที่ใช้เทคโนโลยีมาใช้ ทำให้เราติดภาษาเฟส หรือด้วยวิธีแชทในด้านต่าง
ตัวอย่าง
การทำข้อสอบเมื่อเรารีบทำข้อสอบเราก็อาจจะนำภาษาที่แชทหรือภาษาที่ไม่เป็นทางการมาใช้ในการทำข้อสอบซึ่งบางครั้งทำให้ภาษาผิดไป
แนวทางในการแก้ไข
1.เมื่อเรารู้ปัญหาเราต้องเข้าใจปัญหา
2.เราต้องระมัดระวังในการใช้ภาษาให้มากกว่าเดิม
3.ฝึกเขียน พูด ด้วยภาษาที่ถูกต้อง
...นางสาวสรัญญา เบ่านุวงค์ 2531051641110...
การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
ตอบลบ1. ความชัดเจนและถูกต้อง
1.1 ลักษณะของคำ หน้าที่ของคำ ตำแหน่งของคำ และความหมายของคำ ซึ่งความหมายของคำมีทั้งความหมายตรง และความหมายแฝง
1.2 การเขียนและการออกเสียงคำ ในการเขียนผู้ส่งสารต้องระมัดระวังเรื่องสะกดการันต์ ในการพูดต้องระมัดระวังเรื่องการออกเสียง ต้องเขียนและออกเสียงถูกต้อง
1.3 การเรียบเรียงประโยค ผู้ส่งสารจำเป็นต้องศึกษาโครงสร้างของประโยคเพื่อ วางตำแหน่งของคำในประโยคให้ถูกต้อง ถูกที่ ไม่สับสน
2. ความเหมาะสมกับบริบทของภาษา
เพื่อให้การสื่อสารบรรลุเป้าหมาย ผู้ส่งสารต้องคำนึงถึง
2.1 ใช้ภาษาให้เหมาะกับลักษณะการสื่อสาร เหมาะกับเวลาและสถานที่ โอกาส และบุคคล ผู้ส่งสารต้องพิจารณาว่าสื่อสารกับบุคคล กลุ่มบุคคล มวลชน เพราะขนาดของกลุ่มมีผลต่อการเลือกใช้ภาษา
2.2 ใช้ภาษาให้เหมาะกับลักษณะงาน เช่น งานประชาสัมพันธ์ งานโฆษณา งานประชุม ฯลฯ
2.3 ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับสื่อ ผู้ส่งสารจะต้องรู้จักความต่างของสื่อและความต่าง
ของภาษาที่ใช้กับแต่ละสื่อ ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้รับสารเป้าหมาย ผู้รับสารเป้าหมายได้แก่ กลุ่มผู้รับสารเฉพาะที่ผู้ส่งสารคาดหวังไว้ ผู้ส่งสารต้องวิเคราะห์ผู้รับสาร ที่เป็นเป้าหมายของการสื่อสาร และเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้รับสารนั้น ๆ
ภาษาในการสื่อสาร
ตอบลบ1. ภาษาไม่เป็นทางการ ภาษาที่ใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น แสดงความคิดเห็นในหมู่เพื่อนฝูงหรือคนที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน สื่อความหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันในกลุ่ม จึงมีคำศัพท์ที่เข้าใจกันเฉพาะกลุ่ม และบางคำอาจไม่สุภาพ การผูกประโยคเป็นแบบง่ายๆ
1.1 ภาษาปาก ภาษาที่คนส่วนใหญ่ใช้พูดในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาพูดมากกว่าเขียน เช่น ภาษาท้องถิ่น ภาษาแสลง
1.2 ภาษาต่ำ ภาษาที่ไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามหลักภาษา จัดเป็นภาษาที่ไม่สุภาพถ้าใช้ไม่เหมาะกับบุคคลและสถานการณ์ ควรใช้กับเพื่อนสนิท คนในครอบครัว
2. ภาษากึ่งทางการ เป็นภาษาที่คำนึงถึงความสุภาพและมารยาทในการสื่อสารพอสมควร เช่น บทความในนิตยสาร วารสาร จดหมายส่วนตัว
3. ภาษาทางการ ภาษาที่ใช้ในการพูดหรือการเขียนอย่างมีแบบแผน เช่นการแสดงปาฐกถา การเสนอบทความทางวิชาการ โดยคำนึงถึงความสุภาพและมารยาทในการสื่อสารด้วย ภาษาทางการมักใช้ในการเขียนมากกว่าการพูด
น.ส.รัชนีวรรณ พันธ์บัว 2531051641107
การสื่อสาร : ขั้นตอนสำคัญของการพัฒนาองค์กร
ตอบลบความหมาย การติดต่อสื่อสารเป็นกระบวนการรับและการถ่ายทอดข้อมูล อันได้แก่ ข้อเท็จจริง ความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ หรือเนื้อหาสาระต่างๆ ที่บุคคลต้องการเกี่ยวข้องกัน จากบุคคลไปสู่บุคคล หรือจากบุคคลไปสู่กลุ่มคน หรือจากกลุ่มไปสู่กลุ่ม เพื่อสร้างความเข้าใจ การชักจูงใจ หรือมุ่งให้ความรู้ หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ประสงค์
ประเภทของการสื่อสาร แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. การสื่อสารในตนเอง เป็นการสื่อสารภายในตัวเอง หมายถึง บุคคลผู้นั้นเป็นทั้งผู้ส่งและผู้รับในขณะเดียวกัน เช่น การเขียนและอ่านหนังสือ เป็นต้น
2. การสื่อสารระหว่างบุคคล เป็นการสื่อสารระหว่างคน 2 คน เช่น การสนทนา หรือการโต้ตอบจดหมายระหว่างกันเป็นต้น
3. การสื่อสารแบบกลุ่มชน เป็นการสื่อสารระหว่างบุคคลกับกลุ่มชนซึ่งประกอบด้วยคนจำนวนมาก เช่น การสอนในห้องเรียนระหว่างครูเพียงคนเดียวกับนักเรียนทั้งห้อง หรือระหว่างกลุ่มชนกับบุคคล เช่น กลุ่มชนมาร่วมกันฟังคำปราศรัยหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นต้น
4. การสื่อสารมวลชน เป็นการสื่อสารโดยการอาศัยสื่อมวลชนประเภทวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เช่น นิตยสาร หนังสือพิมพ์ แผ่นพับ แผ่นโปสเตอร์ ฯลฯ เพื่อการ ติดต่อไปยังผู้รับสารจำนวนมากซึ่งเป็นมวลชนให้ได้รับข้อมูลข่าวสารเดียวกันในเวลาพร้อม ๆ หรือไล่เลี่ยกัน
1. จุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร
ลบเพื่อแจ้งให้ทราบ
เพื่อสอนหรือให้การศึกษา
เพื่อสร้างความพอใจและให้ความบันเทิง
เพื่อเสนอหรือชักจูงใจ
2. จุดมุ่งหมายของผู้รับสาร
เพื่อทราบ
เพื่อศึกษา
เพื่อก่อให้เกิดความพอใจ
เพื่อกระทำหรือตัดสินใจ
จุดมุ่งหมายของการติดต่อสื่อสารในองค์การ มีดังนี้
1. เพื่อให้หรือรับข่าวสาร ข้อเท็จจริงด้านต่างๆโดยมุ่งให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
2. เพื่อจูงใจให้เกิดความร่วมมือ สร้างกำลังใจแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกันอันนำไปสู่ความสัมพันธ์อันดี
3. เพื่อกระตุ้นและโน้มน้าวจิตใจให้ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติตามแผนที่วางไว้
องค์ประกอบการติดต่อสื่อสาร
1.ผู้ส่งสาร หมายถึง ผู้พูด ผู้เขียน หรือเจ้าของข้อความ หรือความคิด
2.สารหรือข้อมูล หมายถึง ตัวข่าวสาร ข้อมูล หรือเรื่องราวที่ผู้ส่งสารส่งไปยังผู้รับสาร
เป็นเรื่องราวต่างๆ ในรูปของข้อมูล ความรู้สึก ความคิดเห็น ฯลฯ โดยทั่วไปเราหมายถึงสิ่งเร้า สาระ หรือเรื่องราว ที่ผู้ส่งสารส่งออกไป
3.ผู้รับสาร หมายถึง ผู้ที่รับข่าวสารนั้น เช่น ผู้ฟัง ผู้รับคำสั่ง ฯลฯ
4.สื่อ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารเป็นตัวกลางนำสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจเป็นคำพูด คำสั่งด้วยวาจา ระเบียบข้อบังคับ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ภาพสัญลักษณ์ การแสดงท่าทางต่างๆ
5.ข้อมูลย้อนกลับ หรือปฏิกิริยาตอบสนอง หมายถึง การเปลี่ยนแปลงท่าที หรือพฤติกรรม
ของผู้รับสารที่แสดงออกมาให้ผู้ส่งสารได้รับทราบ
รูปแบบของการสื่อสาร
ตอบลบการสื่อสารโดยทั่ว ๆ ไป สามารถแยกรูปแบบออกได้ดังนี้
การสื่อสารภายในตัวบุคคล หรือ การสื่อสารกับตนเอง เป็นกิจกรรมทางการสื่อสารอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีการสื่อสารกับตัวเอง กล่าวอย่างสั้นๆ เมื่อคนคิดหรือพูดกับตัวเอง การที่คนพูดกับคนอื่นอย่างไรคนก็อาจพูดกับตัวเองได้เช่นเดียวกัน
ตัวอย่างของการสื่อสารกับตัวเองก็คือการที่เราหยุดหรือการยับยั้งการกระทำหรือหยุดความคิดบางอย่าง การวิเคราะห์ตัวเอง การวางแผน การคิดเลือกการกระทำที่มีอยู่หลายทางเลือก การเตือนตนเองและการคิดริเริ่มงานบางอย่าง ในแต่ละวันที่คนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการสื่อสารรอบๆ ตัวเอง ในสถานที่ต่างๆ กิจกรรมและการสื่อสารนั้นๆ ก็จะวนเวียนอยู่ในความคิดของคนเรา เมื่อกลับไปที่บ้านของเรา เป็นต้น การที่มีการสื่อสารกับตนเองไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตัวเองก็มีความคิดมีอารมณ์ที่จะแสดงออกได้ ตามความเป็นจริงนั้นการสื่อสารกับตัวเองจะเกิดขึ้นก่อนการสื่อสาร ในประเภทอื่นๆ
การสื่อสารระหว่างบุคคล เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป การที่บุคคลสองคนหรือมากกว่านั้นติดต่อกันนั้น จะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจกันและรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของโลก นอกจากนี้ก็จะทำให้รู้จักตนเองด้วย เพราะการสื่อสารเป็นเหมือนภาพสะท้อนที่กลับมาหาตัวเอง คนที่ขาดการสื่อสารระหว่างบุคคลจะเป็นคนที่ปรับตัวทางสังคมยากและมีปัญหาทางด้านอารมณ์ ยิ่งคนที่มีการสื่อสารระหว่างบุคคลมากเพียงใดก็จะยิ่งเพิ่มการรู้จักตัวเองและการรู้จักคนอื่นมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น ข้อมูลที่เราได้มาจากการสื่อสารระหว่างบุคคล นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการปรับตัวเองแล้ว ยังแสดงว่าตัวเองมีความสามารถในการสื่อสารกับคนอื่นอีกด้วย การสื่อสารระหว่างบุคคล จะก่อให้เกิดผล
ตัวอย่าง
- การพูดคุยระหว่างบุคคล 2 คนขึ้นไป
- การพูดคุย
- การเขียนจดหมาย
- การโทรศัพท์
- การประชุมกลุ่มย่อย เป็นต้น
การสื่อสารแบบกลุ่มใหญ่ แบบนี้ไม่มีให้เห็นมากนักแต่ก็มีบางหน่วยงานใช้ เป็นการสื่อสารระหว่างคนจำนวนมาก
ตัวอย่าง
- การสื่อสารในบริษัท
- การสื่อสารในหน่วยงาน ราชการ
- การสื่อสารในโรงงาน
- การสื่อสารของธนาคาร เป็นต้น
การสื่อสารภายในองค์กร เป็นการสื่อสารระหว่างสมาชิกภายในหน่วยงาน เพื่อปฏิบัติงานให้สำเร็จลุล่วง
ตัวอย่าง
- การสื่อสารในบริษัท
- การสื่อสารในหน่วยงาน ราชการ
- การสื่อสารในโรงงาน
- การสื่อสารของธนาคาร เป็นต้น
การสื่อสารมวลชน การสื่อสารกับคนจำนวนมากในหลายๆพื้นที่พร้อมกัน โดยใช้สื่อมวลชนเหมาะสำหรับการส่งข่าวสารไปยังผู้คนจำนวนมากๆในเวลาเดียวกัน
ตัวอย่าง
- หนังสือพิมพ์, นิตยสาร
- วิทยุ
- โทรทัศน์
- ภาพยนตร์ เป็นต้น
นางสาวสุภัทรา พลายเล็ก 2531051641147
ประเภทของสื่อที่ใช้ในการสื่อสารในองค์กร
ลบสื่อหรือช่องทางที่ใช้เพื่อให้ข่าวสารนั้น ไหลหรือถูกพาไปยังผู้รับสารพอจะแบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้
ประเภทการใช้ภาษา ได้แก่ การพูด คำพูด ซึ่งการใช้ภาษานับว่าเป็นการสื่อสารที่ใช้กันมาก
ประเภทไม่ใช้ภาษา ได้แก่ สัญลักษณ์ การเขียนข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายต่าง ๆ เป็นต้น
ประเภทอาศัยการแสดง/พฤติกรรม ได้แก่ การแสดงสีหน้าเพื่อบ่งบอกอารมณ์ และการใช้ภาษาท่าทาง
ผ่านทางอวัยวะภายในร่างกาย
นายสุรินทร จันทรา 2531051641171
ตอบลบการสื่อสาร หมายถึง การติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยวิธีต่าง ๆ ซึ่งทำให้ฝ่ายหนึ่งรับรู้ความหมายจากอีกฝ่ายหนึ่ง และ เกิดการตอบสนอง การสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนในวิชาภาษาไทย คือ ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน ล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการสื่อสาร ส่วนใครจะมีความเชี่ยวชาญด้านใดมากกว่านั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ และฝึกฝน แต่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตประจำวัน คือการมีมารยาท
ผู้มีมารยาทในการฟังควรปฏิบัติตน ดังนี้
1. เมื่อฟังอยู่เฉพาะหน้าผู้ใหญ่ ควรฟังโดยสำรวมกิริยามารยาท ฟังด้วยความสุภาพเรียบร้อย และตั้งใจฟัง
2. การฟังในที่ประชุม ควรเข้าไปนั่งก่อนผู้พูดเริ่มพูด โดยนั่งที่ด้านหน้าให้เต็มก่อนและควรตั้งใจฟังจนจบเรื่อง
3. จดบันทึกข้อความที่สนใจหรือข้อความที่สำคัญ หากมีข้อสงสัยเก็บไว้ถามเมื่อมีโอกาสและถามด้วยกิริยาสุภาพ เมื่อจะซักถามต้องเลือกโอกาสที่ผู้พูดเปิดโอกาสให้ถาม หรือยกมือขึ้นขออนุญาตหรือแสดงความประสงค์ในการซักถาม ถามด้วยถ้อยคำสุภาพ และไม่ถามนอกเรื่อง
ผู้มีมารยาทการพูดที่ดีควรปฏิบัติ
1. ใช้คำทักทายผู้ฟังให้ถูกต้อง เหมาะสมตามสถานภาพผู้ฟัง เช่น สวัสดี / เรียน กราบเรียน / ขอประทานกราบเรียน
2. ใช้คำพูดที่แสดงถึงความมีมารยาทอยู่เสมอ เช่น ขอโทษ ขอบใจ ขอบคุณ
3. ใช้คำพูดที่สุภาพ ให้เกียรติผู้ฟัง ไม่ใช้เสียงดุดัน หยาบคาย
4. ไม่พูดยกตนข่มท่าน คุยโอ้อวดว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น
หลักการอ่านใน
1. ตั้งสมาธิให้แน่วแน่
2. กะระยะช่วงสายตาแต่ละคราวให้กว้างที่สุด จะทำให้อ่านได้รวดเร็ว ไม่ควรมองเป็นคำ ๆ เพราะทำให้อ่านช้าและจับใจความไม่ได้
3. การเคลื่อนไหวสายตาจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งไม่ควรบ่อยครั้ง แต่ควรเป็นไปอย่างมีจังหวะและแน่นอน ไม่ควรส่ายตาไปตามเส้นบรรทัด
หลักการเขียนควรปฏิบัติ
การเขียน คือ การแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึก และความต้องการ ของผู้ส่งสารออกไปเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ผู้รับสารสามารถอ่านเข้าใจ ได้รับทราบความรู้ ความคิด ความรู้สึก และความต้องการเหล่านั้น เพราะผู้อ่านไม่สามารถไต่ถามผู้เขียนได้เมื่ออ่านไม่เข้าใจ ผู้ที่จะเขียนให้ได้ดี ต้องใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับผู้อ่าน
สาเหตุของปัญหาการใช้ภาษาไทยในการสื่อสารในปัจจุบัน
ประเด็นที่ 1 เกิดจากความไม่ระมัดระวังในการใช้ภาษา เป็นการใช้ภาษาที่ไม่รอบคอบไม่ถ้วนถี่ คือใช้ตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ถูกความหมายและหลักไวยากรณ์
ประเด็นที่ 2 ไม่พิถีพิถันในการใช้ภาษา กล่าวคือ ใช้อย่างไรก็ได้ ขาดตกบกพร่องอย่างไรก็ได้ ไม่ถูกไวยากรณ์ก็ยอมรับกันได้ขอให้ฟังรู้เรื่อง จึงทำให้ไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง
ประเด็นที่ 3 เคร่งครัดในการใช้ภาษามากเกินไป จึงมีกฎเกณฑ์ มีหลัก มีโครงสร้างมาก ทำให้การพูดมักจะผิดไปจากข้อกำหนดจากหลักไวยากรณ์ จึงก่อให้เกิดการใช้ภาษาที่ผิดหลักเป็นต้น
การใช้ภาษาไทยในการสื่อสารในอนาคต
1.การอนุรักษ์ ป้องกันการใช้ภาษาไทย
2.ต้องมีการพัฒนาภาษา เพราะว่า ภาษามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ภาษาเป็นสิ่งมีชีวิต กล่าวคือต้องเจริญเติบโตและพัฒนาไปตลอด แต่ต้องอยู่ในกรอบของวัฒนธรรม
นายสุรินทร จันทรา 2531051641171
นางสาวกัลยารัตน์ ชินจันทึก 2531051641116
ตอบลบการใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร
การสื่อสารเป็นเครื่องมือ หรือ วิธีการ ประเภทหนึ่งที่ใช้ในกระบวนการบริหารจัดการในองค์การ เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันภายในองค์การ
การสื่อสารในองค์กรจะมีลักษณะเป็นกระบวนการ (process) อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการผ่านข้อมูล ข่าวสารและความเข้าใจเพื่อที่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือบุคคลอื่นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามที่ต้องการ ส่วนประกอบสำคัญของกระบวนสื่อสารประกอบด้วย
1. ผู้ส่งข้อมูลข่าวสาร (sender)
2. ผู้รับข้อมูลข่าวสาร (receiver)
3. ช่องทางการสื่อสาร (communication channel)
4. สัญลักษณ์ต่าง ๆ (symbols)
อย่างไรก็ตามในเมื่อการสื่อสารให้เป็นระบบแล้ว คงจะช่วยให้เข้าใจการสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้กระบวนการสื่อสารควรประกอบด้วย
- แหล่งข้อมูล คือ แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสาร หรือเป็นต้นตอของแหล่งข้อมูลข่าวสารนั่นเอง - ข่าวสาร คือ เนื้อหาสาระที่ต้องส่งไป
- ผู้ส่ง คือ บุคคลที่จะเป็นผู้ดาเนินการส่งข่าวสาร
- ผู้รับ คือ ผู้เป็นเป้าหมายในการรับข่าวสาร ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายสุดท้ายของการสื่อสาร
ปัญหาในการใช้ภาษาในการสื่อสาร
ประเด็นที่ 1 เกิดจากความไม่ระมัดระวังในการใช้ภาษา เป็นการใช้ภาษาที่ไม่รอบคอบไม่ถ้วนถี่ คือใช้ตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ถูกความหมายและหลักไวยากรณ์
ประเด็นที่ 2 ไม่พิถีพิถันในการใช้ภาษา กล่าวคือ ใช้อย่างไรก็ได้ ขาดตกบกพร่องอย่างไรก็ได้ ไม่ถูกไวยากรณ์ก็ยอมรับกันได้ขอให้ฟังรู้เรื่อง จึงทำให้ไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง
ประเด็นที่ 3 เคร่งครัดในการใช้ภาษามากเกินไป จึงมีกฎเกณฑ์ มีหลัก มีโครงสร้างมาก ทำให้การพูดมักจะผิดไปจากข้อกำหนดจากหลักไวยากรณ์ จึงก่อให้เกิดการใช้ภาษาที่ผิดหลักเป็นต้น
ลบแนวทางการแก้ไข
1.ต้องมีสติในการฟัง พูด อ่าน เขียน ในการสื่อสารกับผู้อื่น และเรียนรู้การใช้หลักภาษาให้ถูกต้องตามหลักการใช้ไวยากรณ์ เพื่อให้ความหมายในการสื่อสารเป็นไปในแนวทางเดียวกันและเข้าหมายตรงกัน
2.ในการสื่อสารต้องมีการเรียงลำดับเหตุการณ์ ความสำคัญของเนื้อหา เพื่อที่จะทำให้การสื่อสารนั้นครบถ้วนสมบูรณ์
3.ในการสื่อสารต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อที่จะไม่ทำร้ายจิตใจของผู้ที่เราสื่อสารด้วย ถนอมน้ำใจซึ่งกันและกัน
ตัวอย่างเช่น
การติดต่อสื่อสาร สถานที่ฝึกงานหรือสหกิจของนักศึกษา ซึ่งในการติดต่อสื่อสารนั้นนักศึกษาจะต้องอธิบายความหมายของคำว่า “ สหกิจ” ให้สถานประกอบการแต่ละที่ฟังว่า สหกิจคืออะไร และบางครั้งการสื่อสารด้วยการอธิบายด้วยวาจาหรือคำพูดนั้น อาจจะทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจในความหมายนั้น ๆ นักศึกษาจึง ได้ทำการจัดส่งเอกสารเกี่ยวกับเรื่องความหมายของสหกิจ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นส่วนเกี่ยวของสหกิจ ให้สถานประกอบการได้ศึกษาและเข้าใจ คำว่า “สหกิจ”